โบท็อกซ์
เวลาพูดถึงโบท็อกซ์ หลายคนมักนึกถึงการฉีดให้หน้าผากตึงหรือทำให้กรามเล็กลงก่อนเป็นอย่างแรก แต่จริง ๆ แล้วโบท็อกซ์สามารถนำมาใช้ดูแลกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้หลายบริเวณค่ะ ทั้งรอยหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยหางตา กล้ามเนื้อกราม รวมถึงการวางแผนบางตำแหน่งเพื่อช่วยให้กรอบหน้าดูละมุนขึ้น
โบท็อกซ์ หรือ Botulinum toxin type A ทำงานโดยช่วยลดการส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวน้อยลง ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับซ้ำ ๆ ก็จะดูนุ่มลง ส่วนบริเวณกราม เมื่อกล้ามเนื้อ masseter ทำงานลดลง ขนาดของกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เล็กลงตามเวลา ทำให้ช่วงล่างของใบหน้าดูเรียวขึ้นในคนที่ความกว้างของกรามเกิดจากกล้ามเนื้อจริงค่ะ
แต่สิ่งสำคัญสำหรับหมอไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อ “หยุดขยับให้มากที่สุด” เพราะใบหน้าที่สวยไม่ได้วัดจากความนิ่งค่ะ ก่อนฉีดหมอจะดูทั้งใบหน้าตอนปกติและตอนขยับ ให้ลองยกคิ้ว ขมวดคิ้ว ยิ้ม หรือกัดฟัน เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อแต่ละส่วนทำงานอย่างไร จากนั้นจึงค่อยวางตำแหน่งและจำนวนยูนิตให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคน
บางคนอยากให้หน้าผากเรียบขึ้นแต่ยังยกคิ้วได้ บางคนอยากลดรอยขมวดที่ทำให้หน้าดูดุ ขณะที่บางคนต้องการลดกรามให้รูปหน้าดูละมุนขึ้น ความต้องการเหล่านี้ใช้โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ตำแหน่งหรือจำนวนเท่ากันค่ะ
ที่หมอปาล์มมี่คลินิก มีโบท็อกซ์ให้เลือก 3 แบรนด์
ปัจจุบันที่หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน มีโบท็อกซ์ให้เลือก 3 แบรนด์ ได้แก่ Aestox, Nabota และ Allergan โดยหมอจะช่วยเลือกให้ตามบริเวณที่ต้องการดูแล ปริมาณที่เหมาะ ประสบการณ์จากการฉีดครั้งก่อน และงบประมาณของแต่ละคนค่ะ
ทั้งสามตัวอยู่ในกลุ่ม Botulinum toxin type A แต่เป็นผลิตภัณฑ์คนละบริษัท มีรายละเอียดด้านการผลิตและข้อมูลของผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน จึงไม่ควรตัดสินจากราคาอย่างเดียว หรือคิดว่า 100 ยูนิตของทุกแบรนด์สามารถนำมาเทียบกันแบบตรง ๆ ได้ทุกกรณี
สำหรับคนที่ยังไม่เคยฉีด ไม่จำเป็นต้องเลือกยี่ห้อให้เสร็จก่อนมาคลินิกค่ะ เพียงบอกหมอว่ากังวลอะไร อยากได้ผลประมาณไหน และมีงบอยู่ในช่วงใด หมอจะช่วยอธิบายความแตกต่างให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ
Aestox — ตัวเลือกที่คุ้มและเริ่มต้นง่าย
Aestox เป็น Botulinum toxin type A จากประเทศเกาหลีใต้ ผลิตโดย HUGEL และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คลินิกใช้เป็นประจำค่ะ จุดเด่นของ Aestox สำหรับลูกค้าของเราคือราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้สามารถเริ่มดูแลเฉพาะจุด หรือวางแผนงานที่ต้องใช้จำนวนยูนิตมากขึ้นได้โดยไม่ทำให้งบสูงเกินไป
Aestox สามารถนำมาวางแผนได้ทั้งงานริ้วรอย เช่น หน้าผาก หว่างคิ้ว หางตา และงานกล้ามเนื้ออย่างกราม โดยจำนวนที่ใช้จะขึ้นอยู่กับแรงกล้ามเนื้อและผลที่ต้องการ ไม่ได้กำหนดจากชื่อบริเวณเพียงอย่างเดียวค่ะ
คนที่เพิ่งเริ่มฉีดโบท็อกซ์ หรืออยากได้ตัวเลือกที่คุมงบง่าย มักสามารถเริ่มคุยจาก Aestox ได้ ส่วนคนที่เคยใช้แล้วชอบผลเดิมก็สามารถแจ้งหมอได้เช่นกัน เพราะประสบการณ์จากครั้งก่อนช่วยให้หมอวางแผนครั้งต่อไปได้ละเอียดขึ้นค่ะ
ราคา Aestox
เฉพาะจุด เริ่มต้น 999 บาท
50 ยูนิต 3,999 บาท
100 ยูนิต 7,500 บาท
Nabota — อีกหนึ่งตัวเลือกเกาหลีที่มีข้อมูลทางคลินิกรองรับ
Nabota เป็น Botulinum toxin type A จาก Daewoong Pharmaceutical ประเทศเกาหลีใต้ และเป็นอีกแบรนด์ที่มีการใช้งานและข้อมูลทางคลินิกในงานลดริ้วรอยค่ะ
สำหรับลูกค้าที่หมอปาล์มมี่คลินิก Nabota อยู่ในกลุ่มราคาที่เข้าถึงง่ายใกล้เคียงกับ Aestox จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับทั้งงานริ้วรอยและการวางแผนที่ต้องใช้หลายยูนิต เช่น งานกราม
บางคนเคยฉีด Nabota มาก่อนแล้วรู้สึกชอบจังหวะการออกฤทธิ์หรือผลที่ได้รับ ก็สามารถเลือกใช้ต่อได้ค่ะ แต่หมอจะไม่ตัดสินจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว เพราะแม้ใช้ยี่ห้อเดิม ผลแต่ละครั้งก็ยังขึ้นอยู่กับจำนวน ตำแหน่ง แรงกล้ามเนื้อ และช่วงเวลาที่ฉีดด้วย
สำหรับคนที่กำลังเลือกระหว่าง Aestox กับ Nabota และเห็นว่าราคาใกล้กัน ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าต้องเลือกให้ “ถูกตัว” ตั้งแต่ก่อนมา หมอสามารถดูจากบริเวณที่ต้องการทำ ประวัติเดิม และงบประมาณแล้วช่วยเลือกไปด้วยกันค่ะ
ราคา Nabota
เฉพาะจุด เริ่มต้น 999 บาท
50 ยูนิต 3,999 บาท
100 ยูนิต 7,500 บาท
Allergan — ตัวเลือกพรีเมียมที่มีประวัติการใช้งานและข้อมูลมายาวนาน
สำหรับคนที่ต้องการตัวเลือกในกลุ่มพรีเมียม ที่คลินิกมี Allergan ซึ่งมีสารสำคัญเป็น onabotulinumtoxinA และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประวัติการใช้งานพร้อมข้อมูลทางคลินิกมาอย่างยาวนานค่ะ
Allergan จึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนรู้จักอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่เคยใช้มาก่อนและพอใจกับผล หรือมีความต้องการเลือกผลิตภัณฑ์นี้โดยเฉพาะ
ราคาจะสูงกว่า Aestox และ Nabota ค่อนข้างชัดเจน แต่หมอไม่อยากให้เข้าใจว่า “ตัวแพงกว่าจะต้องเหมาะกว่าเสมอ” ค่ะ เพราะการเลือกโบท็อกซ์ที่เหมาะยังต้องดูว่ากำลังฉีดบริเวณไหน ต้องใช้จำนวนเท่าไร และเจ้าของใบหน้าต้องการผลแบบใด
สำหรับบางคน Allergan เป็นตัวที่ต้องการและอยู่ในงบที่สบายใจ ก็สามารถเลือกได้ ส่วนบางคนใช้ Aestox หรือ Nabota แล้วได้ผลตรงกับสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีเหตุผลว่าจำเป็นต้องขยับไปตัวที่แพงกว่าเพียงเพราะราคาแตกต่างกันค่ะ
ราคา Allergan
50 ยูนิต 9,900 บาท
100 ยูนิต 16,900 บาท
ราคาโบท็อกซ์ทั้ง 3 แบรนด์
แบรนด์เฉพาะจุด50 ยูนิต100 ยูนิตAestox999 บาท3,999 บาท7,500 บาทNabota999 บาท3,999 บาท7,500 บาทAllergan—9,900 บาท16,900 บาทจำนวนยูนิตที่เหมาะกับแต่ละคนไม่เท่ากันค่ะ คนที่ต้องการดูแลริ้วรอยเพียงบางจุดอาจไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนมาก ขณะที่คนที่มีกล้ามเนื้อกรามแข็งแรง หรือต้องการดูแลหลายบริเวณในครั้งเดียว อาจต้องใช้ปริมาณมากขึ้น
ดังนั้น 50 ยูนิตกับ 100 ยูนิตไม่ได้หมายถึงระดับว่า “อยากตึงน้อยหรือตึงมาก” แต่เป็นจำนวนยาที่มีสำหรับวางแผนค่ะ หมอจะเป็นคนแบ่งว่าบริเวณไหนควรใช้เท่าไรตามใบหน้าจริง
Aestox, Nabota หรือ Allergan ตัวไหนดีที่สุด
ถ้าถามหมอตรง ๆ ว่า “ตัวไหนดีที่สุด” หมอคงไม่เลือกคำตอบจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะตัวที่ดีที่สุดสำหรับคนหนึ่ง อาจไม่ใช่ตัวที่จำเป็นสำหรับอีกคน
ถ้าต้องการควบคุมงบและอยากได้ตัวเลือกที่สามารถวางแผนได้ตั้งแต่งานเล็กไปจนถึงงานที่ต้องใช้หลายยูนิต Aestox และ Nabota เป็นสองตัวเลือกที่น่าสนใจมากค่ะ ส่วนคนที่ต้องการ Allergan โดยเฉพาะ เคยใช้แล้วชอบ หรือให้ความสำคัญกับประวัติและข้อมูลของผลิตภัณฑ์ ก็สามารถเลือก Allergan ได้
สิ่งที่มีผลกับผลลัพธ์มากพอ ๆ กับการเลือกแบรนด์ คือ ใครเป็นคนประเมิน ใช้ตรงไหน และใช้เท่าไร เพราะโบท็อกซ์ไม่ได้ทำงานกับชื่อบริเวณ แต่ทำงานกับกล้ามเนื้อจริงที่อยู่ใต้ใบหน้าของแต่ละคนค่ะ
ของแท้ ปริมาณครบ และเปิดให้ตรวจสอบก่อนฉีด
เรื่องผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่หมอปาล์มมี่คลินิกให้ความสำคัญมากค่ะ โบท็อกซ์ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย ลูกค้าสามารถดูผลิตภัณฑ์ก่อนทำ ตรวจชื่อแบรนด์ ขนาด เลขล็อต และวันหมดอายุได้
คลินิกเปิดกล่องให้ตรวจสอบต่อหน้า แจ้งจำนวนยูนิตที่จะได้รับอย่างชัดเจน และสามารถนำกล่องกลับได้ตามนโยบายของคลินิก เพราะหมอคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรต้องอาศัยความเชื่อเพียงอย่างเดียวค่ะ ในเมื่อเป็นสิ่งที่จะใช้กับใบหน้าของเรา เราก็ควรรู้ว่าตัวเองได้รับอะไรและได้รับเท่าไร
ไม่ต้องเลือกแบรนด์หรือจำนวนยูนิตก่อนมาหาหมอ
ถ้ายังไม่รู้ว่าควรใช้ Aestox, Nabota หรือ Allergan หรือกำลังลังเลว่าควรเลือก 50 หรือ 100 ยูนิต ไม่ต้องตัดสินใจมาก่อนค่ะ
เวลามาพบหมอ บอกเพียงว่ากังวลตรงไหน เช่น รอยหน้าผาก รอยขมวด หางตา กราม หรืออยากให้กรอบหน้าดูละมุนขึ้น รวมถึงบอกได้เลยว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนและมีงบประมาณประมาณเท่าไร
จากนั้นหมอปาล์มมี่จะประเมินแรงกล้ามเนื้อ ดูสัดส่วนใบหน้า และช่วยวางแผนว่าแบรนด์ไหน ปริมาณประมาณเท่าไร และบริเวณใดควรทำก่อน เพื่อให้สิ่งที่เลือกเหมาะกับใบหน้าจริง ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะโปรแกรมนั้นมีจำนวนยูนิตเยอะกว่าหรือราคาสูงกว่าค่ะ
สำหรับหมอ โบท็อกซ์ที่ดีจึงไม่ใช่ตัวที่แพงที่สุด หรือฉีดให้ได้มากที่สุด แต่คือ ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบได้ ใช้ในปริมาณที่เหมาะ และวางตำแหน่งให้ตรงกับสิ่งที่คนไข้ต้องการแก้ เพื่อให้หลังทำแล้วริ้วรอยดูนุ่มลง รูปหน้าดูละมุนขึ้น และยังรู้สึกว่าใบหน้านี้เป็นตัวเองอยู่ค่ะ