Skin Booster และ Biostimulator
เวลาลูกค้ามาหาหมอแล้วบอกว่า “อยากทำงานผิวค่ะ” สิ่งแรกที่หมอมักถามต่อไม่ใช่ว่าอยากฉีดตัวไหน แต่จะถามว่า ตอนนี้ไม่ชอบอะไรในผิวของตัวเองมากที่สุด ค่ะ
เพราะคำว่าอยากผิวสวยของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บางคนอยากให้ผิวกลับมาฉ่ำและแต่งหน้าง่ายขึ้น บางคนผิวไม่ได้แห้งมากแต่รู้สึกว่าหน้าโทรม ฟื้นตัวยาก และริ้วเล็กเริ่มชัดขึ้น ขณะที่บางคนเริ่มสนใจมากกว่าความฉ่ำแล้ว แต่อยากให้ผิวค่อย ๆ แน่น เด้ง และดูแลเรื่องคอลลาเจนในระยะยาว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หมอปาล์มมี่คลินิกมีงานผิวหลายกลุ่มค่ะ ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องทำหลายตัว แต่เพื่อให้เรามีทางเลือกพอที่จะเลือก ตัวที่ตรงกับผิวของคนตรงหน้า มากที่สุด
ถ้าแบ่งให้อ่านง่าย โปรแกรมงานผิวของคลินิกจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ Skin Boosters & Revitalization สำหรับงานผิวสวยใสและบำรุงเร่งด่วน, Cellular Repair & Rejuvenation สำหรับการฟื้นฟูคุณภาพผิวที่ลึกขึ้น และ Collagen Biostimulators สำหรับคนที่อยากขยับไปสู่งานสร้างคอลลาเจนและความแน่นของผิวค่ะ
1. Skin Boosters & Revitalization — เริ่มจากทำให้ผิวกลับมาสวยก่อน
กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่หมอคิดว่าเข้าใจง่ายที่สุดค่ะ เหมาะกับคนที่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนรูปหน้า แต่อยากให้ผิวที่ช่วงนี้ดูเหนื่อย แห้ง ไม่ค่อยฉ่ำ หรือแต่งหน้าไม่สวยเหมือนเดิม กลับมาดูนุ่ม สด และมีชีวิตชีวาขึ้น
ในกลุ่มนี้ที่คลินิกมี Chanel, P-Cell และ BioCollagen ซึ่งแม้จะอยู่ในหมวดเดียวกัน แต่บุคลิกของแต่ละตัวไม่เหมือนกันค่ะ
Chanel — ถ้าอยากได้ผิวฉ่ำ สด และแต่งหน้าง่ายขึ้น
โปรแกรม Chanel ของคลินิกใช้ L'ebss Original Serum I20 ขนาด 3 ml จากประเทศเกาหลี ภายในมี Hyaluronic Acid ร่วมกับสารบำรุงหลายกลุ่ม รวมทั้งกรดอะมิโน Peptide วิตามิน แร่ธาตุ Panthenol และองค์ประกอบสำหรับดูแลสภาพผิวอีกหลายชนิด
ถ้าจะอธิบาย Chanel ด้วยภาษาง่ายที่สุด หมอจะบอกว่าเป็นงานสำหรับ ผิวที่อยากกลับมาสดค่ะ
เวลาผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวจะไม่ได้แค่รู้สึกแห้ง แต่พื้นผิวมักเริ่มดูด้าน ริ้วเล็กเห็นง่าย รองพื้นเกาะเป็นคราบ และหน้าสดดูเหนื่อยกว่าปกติ เมื่อความชุ่มชื้นกลับมาดีขึ้น ผิวจะดูนุ่ม อิ่ม และรับแสงสวยกว่าเดิม ภาพรวมของหน้าจึงดูสดขึ้นโดยไม่ได้เปลี่ยนโครงหน้าเลย
Chanel จึงเหมาะมากกับคนที่ผิวแห้ง โทรม ขาดความฉ่ำ อยู่ห้องแอร์เยอะ พักผ่อนน้อย หรือกำลังเตรียมผิวก่อนวันที่ต้องแต่งหน้าหรือถ่ายรูปค่ะ
ราคา Chanel
1 ขวด 3 ml 3,999 บาท
2 ขวด 7,000 บาท
P-Cell — HA + PDRN สำหรับคนที่อยากให้ผิวทั้งฉ่ำและดูฟื้นขึ้น
ถ้า Chanel ให้ภาพของการคืนความชุ่มชื้นและความสดให้ผิว P-Cell จะขยับเรื่องการฟื้นฟูคุณภาพผิวเข้ามาเพิ่มค่ะ
P-Cell ที่คลินิกใช้เป็นผลิตภัณฑ์ขนาด 3 ml มีส่วนประกอบเด่นคือ Hyaluronic Acid หรือ HA ร่วมกับ PDRN โดย HA ทำหน้าที่เด่นเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มของผิว ส่วน PDRN อยู่ในกลุ่มส่วนประกอบที่ถูกนำมาใช้ในงานด้านการฟื้นฟูผิวและเนื้อเยื่อ
ตัวนี้จึงเหมาะกับคนที่ไม่ได้รู้สึกเพียงว่าผิวแห้ง แต่มีอารมณ์แบบ ผิวดูเหนื่อย ฟื้นตัวยาก ผิวสัมผัสไม่เหมือนเดิม หรืออยากได้ทั้งความฉ่ำและการดูแลคุณภาพผิวในครั้งเดียว
ถ้าใครกำลังเลือกระหว่าง Chanel กับ P-Cell แต่ราคาเท่ากัน หมอจะไม่ได้บอกว่าตัวหนึ่งเหนือกว่าอีกตัวค่ะ ถ้าโจทย์คือฉ่ำ สด แต่งหน้าสวย Chanel ก็ตรงมากอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากขยับไปทาง HA + PDRN และเน้นการฟื้นผิวเพิ่มขึ้น P-Cell ก็จะน่าสนใจกว่า
ราคา P-Cell
1 ขวด 3 ml 3,999 บาท
2 ขวด 7,000 บาท
BioCollagen — สำหรับคนที่ชอบผิวอิ่ม นุ่ม และเด้ง
อีกตัวในกลุ่มแรกคือ BioCollagen โดยผลิตภัณฑ์ที่คลินิกใช้คือ BIOHYALUX Collagen Serum HA+
บุคลิกของตัวนี้ต่างจากสองตัวแรกตรงที่ ผลลัพธ์ที่หมอมองหาจะไปทาง ผิวอิ่ม นุ่ม ฟู และมีน้ำมีนวลขึ้น ค่ะ
ถ้า Chanel เหมือนการเรียกความสดและความฉ่ำกลับมา ส่วน P-Cell เพิ่มมิติของการฟื้นผิวจาก HA + PDRN เข้ามา BioCollagen จะเหมาะกับคนที่มองกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวช่วงนี้ดูแฟบ ขาดความอิ่ม หรืออยากให้ผิวสัมผัสดูนุ่มและเด้งขึ้นมากกว่าเดิม
ราคา BioCollagen
1 ขวด 4,999 บาท
2 ขวด 8,000 บาท
ถ้าอยู่ในสามตัวแรก จะเลือกอะไรดี
หมอจะเลือกจากผลที่อยากได้ค่ะ ถ้าอยาก ฉ่ำ สด แต่งหน้าง่าย เริ่มมอง Chanel ถ้าอยาก ชุ่มชื้นพร้อม HA + PDRN และเน้นการฟื้นผิวมากขึ้น มอง P-Cell ส่วนถ้าอยาก อิ่ม นุ่ม เด้ง และมีน้ำมีนวล มอง BioCollagen
สามตัวนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนที่ยังไม่ได้ต้องการงานกระตุ้นคอลลาเจนหนัก ๆ และหลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องขยับไปโปรแกรมหลักหมื่นเลย หากปัญหาของผิวอยู่ในสิ่งที่กลุ่มนี้ดูแลได้ตรงอยู่แล้วค่ะ
2. Cellular Repair & Rejuvenation — เมื่ออยากดูแลคุณภาพผิวให้ลึกขึ้น
เมื่อผ่านเรื่องความฉ่ำและความอิ่มของผิวมาแล้ว บางคนจะมีโจทย์อีกแบบค่ะ คือรู้สึกว่า ผิวเปลี่ยนไปแล้ว ริ้วเล็กเริ่มมากขึ้น ผิวดูบาง ความละเอียดลดลง หรือถึงจะทาสกินแคร์สม่ำเสมอ ผิวก็ยังไม่กลับมาดูเหมือนเมื่อก่อน สำหรับกลุ่มนี้หมอจะเริ่มมองงานที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวมากขึ้น
ที่คลินิกมี Rejuran Classic, Belotero Revive และ ASCEplus SRLV ซึ่งทั้งสามตัวอยู่ในโลกของงานฟื้นฟูเหมือนกัน แต่ใช้วิธีคนละแบบค่ะ
Rejuran Classic — PN สำหรับการฟื้นคุณภาพผิว
ชื่อ Reju ในโปรแกรมของคลินิกคือ Rejuran Classic ค่ะ
Rejuran Classic มีส่วนประกอบหลักเป็น Polynucleotide หรือ PN และถูกใช้ในงานที่เน้นคุณภาพผิวทั่วใบหน้า เหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่าผิวบางลง ริ้วเล็กเห็นง่าย พื้นผิวไม่ละเอียด หรืออยากให้ผิวค่อย ๆ ดูดีขึ้นจากคุณภาพของผิวเองมากกว่าการเติมความฉ่ำอย่างเดียว
ตรงนี้เป็นจุดที่ Rejuran ต่างจาก P-Cell ค่อนข้างชัดค่ะ P-Cell เป็น HA + PDRN ขณะที่ Rejuran Classic เน้น PN และขยับบทบาทไปทางการฟื้นฟูคุณภาพผิวมากขึ้น
ผลที่หมอมองหาจึงไม่ได้เป็นการเปลี่ยนรูปหน้า แต่เป็นผิวที่ค่อย ๆ ดูสด เรียบ ละเอียด และมีคุณภาพดีขึ้นค่ะ
ราคา Rejuran Classic
1 หลอด 8,999 บาท
2 หลอด 16,000 บาท
Belotero Revive — HA + Glycerol สำหรับความฉ่ำที่ขยับไปถึงคุณภาพผิว
Belo ในโปรแกรมคือ Belotero Revive จาก Merz Aesthetics ค่ะ
ตัวนี้มี Cross-linked Hyaluronic Acid ร่วมกับ Glycerol จึงน่าสนใจมากสำหรับคนที่ยังชอบผลลัพธ์แบบผิวฉ่ำและอิ่มน้ำ แต่ต้องการดูแลเรื่องคุณภาพผิวไปพร้อมกันด้วย
ถ้าผิวแห้ง มีริ้วตื้น ความยืดหยุ่นลดลง หรือพื้นผิวเริ่มไม่เรียบ Belotero Revive จะเป็นตัวเลือกที่ขยับจาก Skin Booster พื้นฐานขึ้นมาอีกระดับ โดยภาพที่ต้องการคือ ผิวที่อิ่มน้ำ เรียบ เนียน และดูสุขภาพดีขึ้น
จึงเหมาะกับคนที่ไม่อยากเลือกว่าจะเอาความฉ่ำหรือคุณภาพผิว เพราะตัวนี้มีแนวทางที่เชื่อมสองอย่างเข้าหากันค่ะ
ราคา Belotero Revive
1 กล่อง 12,900 บาท
2 กล่อง 24,000 บาท
Exo — ASCEplus SRLV สำหรับคนที่สนใจงานผิวกลุ่ม Exosome
ส่วน Exo ในโปรแกรมของคลินิกคือ ASCEplus SRLV จาก ExoCoBio ประเทศเกาหลี ซึ่งอยู่ในกลุ่มงานผิวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Exosome และ Extracellular Vesicles
ตัวนี้จึงแตกต่างจากสองตัวก่อนค่อนข้างชัดค่ะ เพราะ Rejuran เด่นที่ PN ขณะที่ Belotero Revive ใช้ HA + Glycerol ส่วน ASCEplus จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งสำหรับการฟื้นฟูคุณภาพผิว
เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าผิวอ่อนล้า โทรม หรือสนใจงานฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Exosome โดยเฉพาะ และอยากขยับจากการบำรุงเรื่องความชุ่มชื้นธรรมดามาสู่งานฟื้นผิวที่จริงจังขึ้น
ราคา Exo / ASCEplus SRLV
1 กล่อง 12,900 บาท
Reju, Belo หรือ Exo เลือกต่างกันอย่างไร
ถ้าโจทย์อยู่ที่ PN และการฟื้นคุณภาพผิว หมอจะมอง Rejuran Classic ถ้ายังอยากได้ ความอิ่มน้ำ ฉ่ำ เรียบ และความยืดหยุ่นของผิว Belotero Revive น่าสนใจมาก ส่วนคนที่สนใจ งานฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Exosome ก็จะมาทาง ASCEplus SRLV ค่ะ
ตรงนี้จึงเริ่มเห็นชัดแล้วว่า แม้ทุกตัวจะถูกเรียกรวม ๆ ว่า “งานผิว” แต่สิ่งที่อยู่ข้างในและเหตุผลที่เลือกจริง ๆ ไม่เหมือนกันเลย
3. Collagen Biostimulators — เมื่อโจทย์เปลี่ยนจากบำรุงผิว เป็นสร้างคอลลาเจน
กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงให้ผิวฉ่ำขึ้นแล้วค่ะ แต่เริ่มสนใจว่า ในอีกหลายเดือนข้างหน้า อยากให้เนื้อผิวและใบหน้าค่อย ๆ แน่นขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจน
ที่คลินิกมีตัวเลือกในกลุ่มนี้ตามโปรแกรมปัจจุบัน ได้แก่ Pilla, Juvelook, Sculptra และ AestheFill
ความแตกต่างสำคัญของกลุ่มนี้คือ เราไม่ได้คาดหวังเพียงความสวยหลังทำทันที แต่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ พัฒนาตามการตอบสนองของเนื้อเยื่อค่ะ
Pilla — อีกตัวเลือกในกลุ่ม Collagen Biostimulator
Pilla เป็นหนึ่งในตัวเลือก Collagen Biostimulator ของโปรแกรมปัจจุบัน เหมาะกับคนที่เริ่มสนใจงานสร้างคอลลาเจนและอยากวางแผนเรื่องความแน่นของผิวมากกว่างานเติมความฉ่ำเพียงอย่างเดียวค่ะ
สำหรับตัวนี้หมอจะเลือกจากสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนร่วมกับผลิตภัณฑ์จริง เพราะงานกลุ่ม Biostimulator สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงชื่อบนกล่อง แต่ต้องดูว่าสิ่งที่อยากปรับคือคุณภาพผิว ความแน่น หรือภาพรวมของเนื้อเยื่อ และควรวางผลิตภัณฑ์ในลักษณะใดจึงจะตรงกับผลที่ต้องการค่ะ
Juvelook — PDLLA + HA เด่นเรื่องผิวเด้งฟู รูขุมขน และความละเอียด
Juve ในโปรแกรมคือ Juvelook ซึ่งเป็นตัวที่หมอชอบอธิบายว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง “งานผิว” กับ “งานสร้างคอลลาเจน” ได้สวยมากค่ะ
Juvelook 1 vial มีผลิตภัณฑ์รวม 50 mg ประกอบด้วย PDLLA 42.5 mg และ Hyaluronic Acid 7.5 mg
HA ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นในช่วงแรก ส่วน PDLLA จะค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทกับกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้มีเพียงความฉ่ำ แต่ค่อย ๆ ไปทาง ผิวเด้งฟู แน่น เรียบ รูขุมขนดูละเอียดขึ้น และริ้วเล็กดูนุ่มลง
ด้วยบุคลิกแบบนี้ Juvelook จึงเหมาะมากกับคนที่อยากเริ่มงานกระตุ้นคอลลาเจน แต่สิ่งที่ยังให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ผิวสวย ไม่ได้ต้องการเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้ามากค่ะ
Sculptra — PLLA สำหรับคอลลาเจนและความแน่นของใบหน้าในระยะยาว
ถ้า Juvelook ยังมีความเป็นงานผิวค่อนข้างมาก Sculptra จะขยับไปทางความแน่นและโครงสร้างของเนื้อเยื่อในภาพรวมมากขึ้นค่ะ
Sculptra จาก Galderma ใช้ Poly-L-lactic Acid หรือ PLLA และมีแนวทางการทำงานที่อาศัยการตอบสนองของร่างกายเพื่อค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนขึ้นตามเวลา
คนที่เหมาะกับ Sculptra จึงมักไม่ใช่คนที่กำลังหาความฉ่ำทันที แต่เป็นคนที่เริ่มรู้สึกว่าใบหน้าและเนื้อผิวไม่แน่นเหมือนเดิม ความอิ่มตามวัยลดลง หรืออยากวางแผนเรื่องคอลลาเจนของใบหน้าในระยะยาว
เสน่ห์ของ Sculptra คือผลค่อย ๆ มา จึงเหมาะกับคนที่ชอบความเปลี่ยนแปลงแบบธรรมชาติ ไม่ได้ต้องการให้ทำวันนี้แล้วคนเห็นทันทีว่าหน้าเปลี่ยนค่ะ
AestheFill — PDLLA สำหรับคอลลาเจนและความอิ่มแน่นของเนื้อเยื่อ
AeFil ในโปรแกรมคือ AestheFill ซึ่งอยู่ในกลุ่ม PDLLA เช่นกัน แต่ลักษณะผลิตภัณฑ์และเป้าหมายการใช้งานต่างจาก Juvelook ค่ะ
AestheFill 1 vial มีผลิตภัณฑ์รวม 200 mg ประกอบด้วย PDLLA Microspheres 154 mg และ CMC 46 mg
ถ้า Juvelook เด่นเรื่องผิวละเอียด รูขุมขน ริ้วเล็ก และความเด้งฟู AestheFill จะเริ่มน่าสนใจขึ้นเมื่อโจทย์เป็น การกระตุ้นคอลลาเจนพร้อมกับความอิ่มแน่นของเนื้อเยื่อ
จึงเหมาะกับคนที่เริ่มต้องการมากกว่างานผิว แต่ยังอยากให้ผลที่เกิดขึ้นค่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับโครงหน้าเดิมค่ะ
ราคาโปรแกรม Collagen Biostimulators
ตามโปรโมชั่นปัจจุบันของคลินิก โปรแกรม Pilla, Juvelook, Sculptra และ AestheFill
1 กล่อง โปรแกรมประมาณ 6 cc ราคา 16,900 บาท
และในโปรโมชั่นนี้ แถม P-Cell หรือ Chanel 1 ขวด ขนาด 3 cc ตามเงื่อนไขของคลินิกค่ะ
จุดนี้เป็นการจับคู่งานสองระดับที่น่าสนใจ เพราะตัวหลักทำหน้าที่ในกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน ขณะที่ P-Cell หรือ Chanel ช่วยเติมมิติของงานผิวเข้ามา ทำให้สามารถวางแผนทั้งเรื่องคุณภาพผิวในช่วงต้นและคอลลาเจนในระยะต่อมาได้ตามความเหมาะสมค่ะ
ถ้ามีงานสำคัญเร็ว ๆ นี้ กับอยากลงทุนกับผิวระยะยาว เลือกไม่เหมือนกัน
เรื่องเวลามีผลกับการเลือกงานผิวมากค่ะ ถ้าอีกไม่นานมีงานแต่ง งานรับปริญญา หรือกำลังจะถ่ายรูป และสิ่งที่อยากได้คือ หน้าสดดูสวยขึ้น ผิวฉ่ำ นุ่ม และแต่งหน้าง่าย กลุ่ม Chanel, P-Cell หรือ BioCollagen จะเข้าใจง่ายและตอบโจทย์ตรงกว่า
ถ้าไม่ได้รีบ แต่เริ่มสนใจ คุณภาพผิว ริ้วเล็ก ความละเอียด หรือการฟื้นฟูที่มากขึ้น ก็สามารถขยับมาคุยเรื่อง Rejuran, Belotero Revive หรือ ASCEplus ได้
ส่วนคนที่มองไกลไปถึง ความแน่นของผิวและการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว จึงค่อยเข้าสู่ Pilla, Juvelook, Sculptra หรือ AestheFill ค่ะ
ดังนั้นการมีตัวราคาแพงกว่าจึงไม่ได้หมายความว่าควรข้ามไปทำตัวแพงตั้งแต่แรก เพราะถ้าโจทย์ของวันนี้คืออยากให้ผิวฉ่ำขึ้น การเลือกงานกระตุ้นคอลลาเจนเพียงเพราะราคาแพงกว่า ก็ไม่ได้ทำให้ตรงปัญหามากขึ้นค่ะ
สรุปง่าย ๆ ว่าผิวแบบไหนควรเริ่มตรงไหน
ถ้าช่วงนี้ปัญหาคือ ผิวแห้ง โทรม ขาดความฉ่ำ แต่งหน้าไม่ติด หรืออยากให้ผิวดูอิ่มเด้งขึ้น เริ่มดูในกลุ่ม Chanel, P-Cell และ BioCollagen
ถ้ารู้สึกว่าโจทย์ขยับไปเป็น ผิวบาง ริ้วเล็ก คุณภาพผิวลดลง หรืออยากฟื้นผิวอย่างจริงจังมากขึ้น ให้มอง Rejuran Classic, Belotero Revive และ ASCEplus SRLV
แต่ถ้าสิ่งที่ต้องการคือ เริ่มสร้างคอลลาเจน ให้ผิวและเนื้อเยื่อค่อย ๆ แน่นขึ้นในระยะยาว จึงค่อยมองกลุ่ม Pilla, Juvelook, Sculptra และ AestheFill
เมื่อแบ่งแบบนี้ งานผิวที่ดูเหมือนมีชื่อเต็มไปหมดจะง่ายขึ้นมากค่ะ เพราะไม่ต้องพยายามจำว่าตัวไหนดังที่สุด แต่ถามตัวเองเพียงว่า ตอนนี้เราอยากได้ “ผิวสวยขึ้น” “ผิวฟื้นขึ้น” หรือ “อยากเริ่มสร้างคอลลาเจน” จากนั้นค่อยเลือกผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มให้เหมาะอีกครั้ง
ที่หมอปาล์มมี่คลินิก ไม่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์เองก่อนมา
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกว่าเลือกไม่ถูก ไม่เป็นไรเลยค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วลูกค้าไม่จำเป็นต้องเป็นคนจำชื่อสารทั้งหมด
เวลามาพบหมอ บอกเพียงสิ่งที่รู้สึกกับผิวตัวเองก็พอ เช่น ช่วงนี้ผิวแห้งมาก แต่งหน้าไม่ติด อยากให้รูขุมขนดูละเอียดขึ้น รู้สึกว่าผิวไม่เด้งเหมือนเดิม หรืออยากเริ่มดูแลคอลลาเจนเพราะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตามวัย
รวมถึงเรื่องงบก็บอกได้ตรง ๆ ค่ะ เพราะงานผิวของคลินิกมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น หมอสามารถช่วยเลือกจาก สิ่งที่ตรงกับปัญหาและอยู่ในงบที่สบายใจ โดยไม่จำเป็นต้องขยับไปตัวแพงที่สุด
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สามารถตรวจสอบชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณ เลขล็อต และวันหมดอายุก่อนทำ หมอปาล์มมี่เป็นผู้พูดคุย ประเมิน และวางแผนด้วยตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่กำลังเลือกนั้นกำลังทำหน้าที่อะไรกับผิวของเราจริง ๆ ค่ะ
เพราะสำหรับหมอ งานผิวที่ดีไม่ได้วัดจากว่าเราฉีดตัวที่แพงที่สุดหรือชื่อดังที่สุด แต่คือวันหนึ่งที่ส่องกระจกแล้วเห็นว่า ผิวของเราเองกลับมาดูสด นุ่ม เด้ง ละเอียด และมีชีวิตชีวามากขึ้นในแบบที่เราชอบค่ะ