Skin Booster โปรแกรมฟื้นฟูผิว หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน เลือกแบบไหนดี | หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน
Skin Booster เป็นกลุ่มโปรแกรมดูแลคุณภาพผิวที่ช่วยได้หลายด้าน ตั้งแต่เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวดูฉ่ำและสดขึ้น ฟื้นผิวที่ดูโทรม ดูแลริ้วเล็กและรูขุมขน ไปจนถึงการกระตุ้นคอลลาเจน แต่ละผลิตภัณฑ์มีจุดเด่นต่างกัน จึงควรเลือกตามปัญหาผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ บทความนี้รวบรวมรายละเอียด ความแตกต่าง และราคาของแต่ละโปรแกรมไว้ให้เปรียบเทียบค่ะ
Skin Booster คืออะไร และแต่ละตัวช่วยเรื่องผิวต่างกันอย่างไร
Skin Booster เป็นกลุ่มโปรแกรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลคุณภาพผิว เพื่อช่วยให้ผิวและใบหน้าดูดีขึ้นในด้านต่าง ๆ ค่ะ ในกลุ่มโปรแกรมฉีดผิว ผลิตภัณฑ์จะถูกนำเข้าสู่ผิวตามวิธีที่เหมาะกับแต่ละชนิด เพื่อดูแลปัญหาที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวหมอง หน้าดูโทรม ริ้วเล็ก รูขุมขน ความไม่เรียบของผิว ไปจนถึงเรื่องความแน่นและคอลลาเจน
เพราะฉะนั้น Skin Booster จึงไม่ได้หมายถึงยาหรือผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียว และไม่ได้มีผลเหมือนกันทุกตัวค่ะ บางชนิดเน้นเติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูฉ่ำและสดขึ้น บางชนิดเพิ่มสารอย่าง PDRN หรือ PN เพื่อเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเน้นการกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อให้ผิวและเนื้อเยื่อค่อย ๆ ดูแน่นและมีคุณภาพขึ้นในระยะต่อมา
เวลาจะเลือกงานผิวจึงไม่ควรเริ่มจากว่าตัวไหนกำลังดัง หรือตัวไหนราคาแพงที่สุด แต่ควรเริ่มจากว่า ตอนนี้ผิวของเรามีปัญหาอะไร และอยากให้ดีขึ้นตรงไหน คนที่ผิวแห้งจนแต่งหน้าไม่ค่อยติด อาจเหมาะกับผลิตภัณฑ์คนละแบบกับคนที่เริ่มมีริ้วเล็กและรูขุมขนชัด ส่วนคนที่อยากดูแลความแน่นและคอลลาเจนในระยะยาวก็จะมีอีกกลุ่มที่เหมาะกว่า
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน จึงมีโปรแกรมงานผิวหลายแบบ เพื่อให้หมอสามารถเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและสิ่งที่แต่ละคนต้องการจริง ๆ ตัวที่แพงที่สุดไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดสำหรับทุกคน และบางครั้งปัญหาผิวที่กังวลก็อาจดูแลได้ด้วยโปรแกรมที่ราคาไม่สูงมากค่ะ
บทความนี้จึงรวบรวมผลิตภัณฑ์งานผิวที่มีในคลินิก พร้อมอธิบายว่าแต่ละตัวมีส่วนประกอบอะไร ช่วยเรื่องไหน เหมาะกับใคร แตกต่างจากตัวอื่นอย่างไร และราคาเท่าไร เพื่อให้เข้าใจก่อนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
อยากให้ผิวฉ่ำ สด และแต่งหน้าดูสวยขึ้น ควรเริ่มจากกลุ่มไหน
ถ้าปัญหาหลักยังเป็นเรื่องผิวแห้ง ผิวหมอง หน้าดูโทรม หรือแต่งหน้าแล้วรองพื้นไม่ค่อยเรียบ โดยยังไม่ได้กังวลเรื่องความหย่อนหรือการสูญเสียคอลลาเจนมากนัก กลุ่มที่เน้นความชุ่มชื้นและความสดใสของผิวมักตอบโจทย์ได้ตรงกว่าค่ะ
ในกลุ่มนี้ หมอปาล์มมี่คลินิกมี Chanel ซึ่งใช้ L'ebss Original Serum I20, P Cell และ BIOHYALUX Collagen Serum HA+ แม้ทั้งสามตัวจะช่วยให้ผิวดูดีขึ้นเหมือนกัน แต่จุดเด่นไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดค่ะ
Chanel เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวกลับมาฉ่ำและดูสดขึ้น
โปรแกรม Chanel ของคลินิกใช้ผลิตภัณฑ์ชื่อ L'ebss Original Serum I20 จากเกาหลีค่ะ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มี Hyaluronic Acid ร่วมกับสารบำรุงหลายชนิดรวม 54 ingredients โดยจุดเด่นหลักอยู่ที่เรื่องความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้น
เวลาผิวขาดน้ำ สิ่งที่เห็นไม่ได้มีเพียงความแห้ง แต่ผิวมักดูด้าน ริ้วเล็กเห็นง่ายขึ้น และรองพื้นเกาะตามผิวจนดูเป็นคราบได้ง่าย เมื่อพื้นผิวไม่เรียบ แสงที่ตกกระทบบนใบหน้าก็ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้หน้าดูหมองและเหนื่อยกว่าปกติค่ะ
เมื่อความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น ผิวจะดูอิ่มและเรียบขึ้น จึงช่วยให้ใบหน้าดู นุ่ม ฉ่ำ สด และแต่งหน้าดูละมุนขึ้น ตัวนี้จึงเหมาะกับคนที่ไม่ได้มีปัญหาผิวซับซ้อน แต่อยากให้ผิวที่ดูแห้งหรือโทรมในช่วงนี้กลับมาดูสดขึ้น รวมถึงคนที่เพิ่งเริ่มสนใจงานผิวและยังไม่อยากเริ่มจากโปรแกรมราคาสูงค่ะ
ราคา Chanel
1 ขวด 3,999 บาท
2 ขวด 7,000 บาท
หากสิ่งที่ต้องการหลัก ๆ คือเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวดูฉ่ำและหน้าดูสดขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโปรแกรมหลักหมื่นเสมอไปค่ะ
P Cell เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งความชุ่มชื้นและการฟื้นผิว
หากผิวไม่ได้มีเพียงความแห้ง แต่อยากดูแลเรื่องความโทรมและคุณภาพผิวเพิ่มขึ้นด้วย P Cell จะเป็นอีกตัวที่น่าสนใจค่ะ
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คือ P_Cell จาก Daejin Medicine ประเทศเกาหลี ขนาด 3 mL มีส่วนประกอบเด่นเป็น Hyaluronic Acid หรือ HA ร่วมกับ Salmon DNA ในกลุ่ม PDRN หรือ Polydeoxyribonucleotide โดยข้อมูลของผลิตภัณฑ์กล่าวถึงการดูแลผิวแห้งหยาบ ผิวที่ดูเสียสภาพ ริ้วเล็ก และผิวที่เริ่มมีสัญญาณของวัย
HA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวดูอิ่มขึ้น ส่วน PDRN เป็นชิ้นส่วนของ DNA ที่ถูกนำมาใช้ในงานด้านการฟื้นฟูผิวและเนื้อเยื่อ จึงทำให้ P Cell มีจุดเด่นมากกว่าการเติมความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียวค่ะ
ตัวนี้เหมาะกับคนที่รู้สึกว่า ผิวดูโทรม ฟื้นตัวยาก ริ้วเล็กเริ่มเห็น ผิวสัมผัสไม่ค่อยเนียน หรือช่วงที่ผ่านมาใช้งานผิวหนักจนอยากให้หน้ากลับมาดูสดและมีชีวิตชีวามากขึ้น
สำหรับคนที่สนใจกลุ่ม Salmon DNA อยู่แล้ว แต่อยากเริ่มจาก PDRN ร่วมกับ HA ก่อน P Cell ก็เป็นตัวเลือกที่เข้าใจง่าย เพราะได้ทั้งเรื่องความชุ่มชื้นและการดูแลคุณภาพผิวในโปรแกรมเดียวค่ะ
ราคา P Cell
1 ขวด 3,999 บาท
2 ขวด 7,000 บาท
ด้วยราคาที่เริ่มต้นไม่สูงมาก P Cell จึงเหมาะกับคนที่อยากขยับจากงานเติมความฉ่ำทั่วไป มาเป็นโปรแกรมที่มี PDRN เพิ่มเข้ามาด้วยค่ะ
BioCollagen เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวดูอิ่ม นุ่ม และเด้งขึ้น
ถ้าผลลัพธ์ที่อยากได้คือ ผิวดูอิ่ม นุ่ม เด้ง และมีน้ำมีนวลขึ้น BioCollagen เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้คือ BIOHYALUX Collagen Serum HA+ โดย BIOHYALUX เป็นแบรนด์ภายใต้ Bloomage Biotech บริษัทที่มีพื้นฐานด้าน Hyaluronic Acid และวัสดุชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับผิวมาอย่างยาวนาน
Collagen Serum HA+ มีจุดเด่นที่การใช้ Collagen Serum ร่วมกับ HA จึงเหมาะกับคนที่ต้องการทั้งความอิ่มและความชุ่มชื้นของผิวในเวลาเดียวกัน ผลที่มองหาจากตัวนี้จึงเป็นผิวที่ดู นุ่ม ฟู มีน้ำมีนวล และไม่แห้งแฟบ
หากเทียบกับอีกสองตัว Chanel จะเด่นเรื่องความฉ่ำและความสด ส่วน P Cell มี PDRN เพิ่มเข้ามาเพื่อดูแลเรื่องการฟื้นผิว ขณะที่ BioCollagen จะเหมาะกับคนที่ชอบผลลัพธ์แบบผิวอิ่ม นุ่ม และดูเด้งขึ้นค่ะ
ราคา BioCollagen
1 ขวด 4,999 บาท
2 ขวด 8,000 บาท
จำนวนที่ใช้สามารถเลือกได้ตามพื้นที่และระดับการดูแลที่ต้องการค่ะ
Chanel P Cell และ BioCollagen เลือกตัวไหน
ทั้งสามตัวไม่มีตัวไหนดีกว่าอีกตัวในทุกด้าน เพราะเหมาะกับความต้องการคนละแบบค่ะ
ถ้าอยากเน้น ความฉ่ำ ความสด และอยากให้แต่งหน้าดูสวยขึ้น Chanel จะตรงกับความต้องการมากที่สุด ส่วนคนที่ต้องการ ความชุ่มชื้นพร้อม PDRN และอยากฟื้นผิวที่ดูโทรมมากขึ้น P Cell จะน่าสนใจกว่า ขณะที่คนที่ชอบผลลัพธ์แบบ ผิวอิ่ม นุ่ม เด้ง และมีน้ำมีนวล BioCollagen จะเป็นอีกตัวเลือกที่เหมาะค่ะ
ถ้าอยากฟื้นคุณภาพผิวมากขึ้น ควรเลือกกลุ่มไหน
เมื่อปัญหาของผิวไม่ได้มีเพียงความแห้งหรือความหมอง แต่เริ่มมีริ้วเล็ก พื้นผิวดูไม่ละเอียด รูขุมขนชัดขึ้น ผิวดูบาง ความยืดหยุ่นลดลง หรือรู้สึกว่าแม้ใช้สกินแคร์ดีแล้ว ผิวก็ยังไม่กลับมาดูเหมือนเดิม กลุ่มที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวจะเริ่มน่าสนใจมากขึ้นค่ะ
ในกลุ่มนี้มี Rejuran Classic, Belotero Revive และ ASCEplus SRLV ซึ่งทั้งสามตัวช่วยดูแลคุณภาพผิวเหมือนกัน แต่ใช้ส่วนประกอบและมีจุดเด่นต่างกันค่ะ
Rejuran Classic เหมาะกับคนที่อยากฟื้นผิวด้วย PN
ชื่อ Reju ในโปรแกรมของคลินิกคือ Rejuran Classic ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่หลายคนคุ้นชื่อจากคำว่า Salmon DNA ค่ะ
Rejuran Classic มีส่วนประกอบหลักเป็น Sodium Polynucleotide หรือ PN ความเข้มข้น 20 mg/mL โดยรุ่น Classic ใช้สำหรับการดูแลคุณภาพผิวทั่วใบหน้า และมีจุดเด่นในเรื่องความชุ่มชื้น ความฉ่ำ ริ้วรอย รูขุมขน และภาพรวมของผิว หนึ่งกล่องมี 2 syringes ค่ะ
สิ่งที่ต่างจากโปรแกรมกลุ่มแรกคือ Rejuran ไม่ได้เน้นเพียงทำให้ผิวฉ่ำขึ้น แต่เหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่า คุณภาพผิวเปลี่ยนไปแล้ว เช่น ผิวดูบาง ริ้วเล็กมากขึ้น พื้นผิวไม่ละเอียด หรือรู้สึกว่าผิวไม่สดและแข็งแรงเหมือนก่อน
ถ้า P Cell เป็นสูตร PDRN ร่วมกับ HA ที่ราคาเริ่มต้นง่ายกว่า Rejuran Classic จะเน้น PN และการฟื้นฟูคุณภาพผิวทั่วหน้า มากขึ้น จึงเหมาะกับคนที่อยากดูแลเรื่องคุณภาพผิวอย่างจริงจังกว่าการเติมความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียวค่ะ
ราคา Rejuran Classic
1 หลอด 8,999 บาท
2 หลอด 16,000 บาท
จำนวนที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการดูแลและสภาพผิวจริงของแต่ละคน ซึ่งหมอจะเป็นผู้ประเมินก่อนทำค่ะ
Belotero Revive เหมาะกับคนที่อยากได้ผิวฉ่ำพร้อมดูแลคุณภาพผิว
สำหรับคนที่ยังชอบผลลัพธ์แบบ ผิวฉ่ำและอิ่มน้ำ แต่ต้องการดูแลมากกว่าความชุ่มชื้นทั่วไป Belotero Revive เป็นอีกตัวที่น่าสนใจค่ะ
BELOTERO Revive จาก Merz Aesthetics มีส่วนประกอบหลักเป็น Cross linked Hyaluronic Acid 20 mg/mL ร่วมกับ Glycerol 17.5 mg/mL ข้อมูลผลิตภัณฑ์กล่าวถึงการดูแลผิวที่ขาดน้ำและผิวแห้ง รวมถึงเรื่องความยืดหยุ่น ความกระชับ ริ้วตื้น และพื้นผิวที่ไม่เรียบค่ะ
HA มีหน้าที่สำคัญเรื่องการอุ้มน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้น ขณะที่ Glycerol ช่วยเสริมเรื่องความชุ่มชื้นของสูตร ผลลัพธ์ที่คนมักต้องการจาก Belotero Revive จึงเป็น ผิวอิ่มน้ำ ดูเรียบ เนียน มีความยืดหยุ่น และดูสุขภาพดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกของสูตร HA ร่วมกับ Glycerol ในงานด้านคุณภาพผิว โดยมีการประเมินทั้งความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระชับ และคุณภาพผิว จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นเรื่องผิว ไม่ได้ใช้เพื่อเพิ่มวอลลุ่มเพียงอย่างเดียวค่ะ
Belotero Revive จึงเหมาะกับคนที่ผิวแห้ง แต่งหน้าแล้วเห็นริ้วเล็ก ผิวดูไม่ค่อยเรียบ หรืออยากให้ผิวดูฉ่ำและอิ่มน้ำขึ้น พร้อมดูแลคุณภาพผิวไปด้วยค่ะ
ราคา Belotero Revive
1 กล่อง 12,900 บาท
2 กล่อง 24,000 บาท
ASCEplus SRLV เหมาะกับคนที่สนใจงานผิวกลุ่ม Exosome
สำหรับคนที่สนใจเทคโนโลยีงานผิวกลุ่ม Exosome ผลิตภัณฑ์ที่มีในโปรแกรมของคลินิกคือ ASCEplus SRLV จาก ExoCoBio ประเทศเกาหลี ค่ะ
ASCEplus SRLV เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับงานดูแลผิวระดับมืออาชีพ และอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Exosome และ Extracellular Vesicles ซึ่งถูกนำมาใช้ในงานด้านการฟื้นฟูผิว
จุดเด่นของตัวนี้จึงต่างจาก Rejuran และ Belotero Revive ค่อนข้างชัด เพราะ Rejuran มี PN เป็นส่วนสำคัญ ส่วน Belotero Revive เด่นเรื่อง HA ร่วมกับ Glycerol ขณะที่ ASCEplus จะเหมาะกับคนที่สนใจงานฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Exosome โดยเฉพาะค่ะ
เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าผิวดูอ่อนล้า โทรม หรืออยากให้ผิวกลับมาดูสดและมีชีวิตชีวาขึ้น รวมถึงคนที่สนใจเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูผิวในกลุ่มนี้อยู่แล้ว
ราคา ASCEplus SRLV
1 กล่อง 12,900 บาท
ถ้าความสนใจหลักอยู่ที่งานฟื้นฟูผิวกลุ่ม Exosome ASCEplus จะเป็นตัวเลือกที่แตกต่างจาก Rejuran และ Belotero Revive อย่างชัดเจนค่ะ
Rejuran Belotero Revive และ ASCEplus ต่างกันอย่างไร
ถ้าอยากเน้น PN และการฟื้นคุณภาพผิวทั่วหน้า Rejuran Classic จะตรงที่สุด ส่วนคนที่ยังต้องการ ความฉ่ำ ความอิ่มน้ำ ความเรียบ และความยืดหยุ่นของผิว Belotero Revive จะน่าสนใจกว่า ขณะที่ ASCEplus จะเหมาะกับคนที่สนใจ งานฟื้นฟูผิวกลุ่ม Exosome และ Extracellular Vesicles ค่ะ
ถ้าอยากกระตุ้นคอลลาเจนและให้ผิวค่อย ๆ แน่นขึ้น ควรเลือกกลุ่มไหน
เมื่อสิ่งที่ต้องการไม่ได้มีเพียงความฉ่ำ แต่อยากให้ผิว ค่อย ๆ แน่น เด้ง และมีคอลลาเจนมากขึ้นในระยะยาว ก็จะเริ่มเข้าสู่กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ
ที่หมอปาล์มมี่คลินิกมี Juvelook, Sculptra, AestheFill และ Ultracol 100 แม้ทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจน แต่ใช้วัสดุและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกตามสิ่งที่ต้องการมากกว่าดูจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียวค่ะ
สำหรับโปรโมชั่นปัจจุบันของโปรแกรมในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน มี P Cell หรือ Chanel 1 ขวด ขนาด 3 cc ตามเงื่อนไขโปรโมชั่นของคลินิกค่ะ
Juvelook เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งคุณภาพผิวและการกระตุ้นคอลลาเจน
ชื่อ Juve ในโปรแกรมคือ Juvelook ซึ่งเหมาะกับคนที่อยากเริ่มดูแลเรื่องคอลลาเจน แต่ยังให้ความสำคัญกับ คุณภาพผิว เป็นหลักค่ะ
Juvelook 1 vial มีผลิตภัณฑ์รวม 50 mg ประกอบด้วย PDLLA 42.5 mg และ Hyaluronic Acid 7.5 mg จึงมีทั้ง HA ซึ่งช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มของผิว และ PDLLA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการตอบสนองของเนื้อเยื่อและการสร้างคอลลาเจนในระยะต่อมา
ผลลัพธ์ที่คนมักมองหาจาก Juvelook จึงเป็น ผิวเด้งฟูขึ้น เรียบและละเอียดขึ้น ริ้วเล็กดูนุ่มลง ความยืดหยุ่นดีขึ้น รวมถึงรูขุมขนหรือพื้นผิวที่ไม่เรียบบางลักษณะดูไม่เด่นเหมือนเดิม
ตัวนี้จึงเหมาะกับคนที่ยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องวอลลุ่มมากนัก แต่อยากได้มากกว่า Skin Booster ที่เน้นความชุ่มชื้น เช่น ผิวเริ่มบาง รูขุมขนชัด มีริ้วเล็ก หรืออยากให้ผิวดูแน่นและละเอียดขึ้น โดยไม่ได้ต้องการเปลี่ยนรูปหน้าค่ะ
ถ้าอยากเริ่มกระตุ้นคอลลาเจน แต่สิ่งที่อยากเห็นชัดที่สุดยังเป็นเรื่อง ผิวสวย ผิวละเอียด และผิวเด้งขึ้น Juvelook จะเป็นหนึ่งในตัวที่น่าสนใจมากค่ะ
ราคา Juvelook
1 กล่อง โปรแกรมประมาณ 6 cc ราคา 16,900 บาท
Sculptra เหมาะกับคนที่อยากดูแลคอลลาเจนและความแน่นของใบหน้าในระยะยาว
ถ้า Juvelook ยังเน้นเรื่องคุณภาพผิวค่อนข้างมาก Sculptra จะเหมาะกับคนที่เริ่มสนใจเรื่องความแน่นและการพยุงของเนื้อเยื่อในภาพรวมมากขึ้นค่ะ
Sculptra จาก Galderma เป็นผลิตภัณฑ์ Poly L lactic Acid หรือ PLLA โดยหนึ่ง vial มี PLLA 150 mg ร่วมกับ Sodium Carboxymethylcellulose และ Mannitol และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเตรียมก่อนใช้งาน
ข้อมูลผลิตภัณฑ์กล่าวถึงการดูแลบริเวณที่มีความยุบ ริ้ว รอยพับ รวมถึงเรื่องคุณภาพผิวตามข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์ โดยจุดเด่นของ Sculptra คือไม่ได้ทำมาเพื่อให้เห็นความฉ่ำทันที แต่จะค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าและเนื้อเยื่อค่อย ๆ ดูมีความแน่นขึ้นตามเวลา
จึงเหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่า เนื้อหน้าไม่แน่นเหมือนเมื่อก่อน แก้มหรือบางบริเวณเริ่มสูญเสียความอิ่มตามวัย หรืออยากวางแผนดูแลคอลลาเจนของใบหน้าในระยะยาว ความเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เกิดขึ้น จึงเหมาะกับคนที่ชอบผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ต้องการให้ใบหน้าเปลี่ยนทันทีค่ะ
ราคา Sculptra
1 กล่อง โปรแกรมประมาณ 6 cc ราคา 16,900 บาท
AestheFill เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งคอลลาเจนและความอิ่มแน่นของเนื้อเยื่อ
ชื่อ AeFil ในโปรแกรมคือ AestheFill ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PDLLA เช่นเดียวกับ Juvelook แต่มีสูตรและลักษณะการใช้งานต่างกันค่ะ
AestheFill 1 vial มีผลิตภัณฑ์รวม 200 mg ประกอบด้วย PDLLA Microspheres 154 mg และ CMC 46 mg โดยอนุภาค PDLLA มีลักษณะเป็น Microspheres แบบมีรูพรุน และผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนามาเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและช่วยดูแลเนื้อเยื่อ
เมื่อเทียบกับ Juvelook ความต่างจะเห็นชัดขึ้นค่ะ หากสิ่งที่กังวลหลักคือ ผิวละเอียด รูขุมขน ริ้วเล็ก และคุณภาพผิว Juvelook จะตรงกว่า เพราะมีองค์ประกอบและปริมาณ PDLLA ต่างกัน รวมถึงมี HA อยู่ในสูตรด้วย
แต่ถ้าอยากได้ทั้ง การกระตุ้นคอลลาเจนและความอิ่มแน่นของเนื้อเยื่อ AestheFill จะน่าสนใจขึ้น จึงเหมาะกับคนที่อยากให้ใบหน้าค่อย ๆ ดูอิ่มและแน่นขึ้น พร้อมกับการดูแลเรื่องคอลลาเจนค่ะ
ราคา AestheFill
1 กล่อง โปรแกรมประมาณ 6 cc ราคา 16,900 บาท
Ultracol 100 เหมาะกับคนที่สนใจสารกระตุ้นคอลลาเจนกลุ่ม PDO
Ultracol 100 แตกต่างจากสามตัวก่อนค่อนข้างชัด เพราะไม่ได้ใช้ PLLA หรือ PDLLA แต่ใช้ PDO หรือ Polydioxanone ในรูปแบบอนุภาคขนาดเล็ก
หลายคนคุ้นชื่อ PDO จากไหมละลาย แต่ Ultracol นำวัสดุชนิดนี้มาใช้ในรูปแบบ Microparticles จึงไม่ได้ทำงานเหมือนไหมเส้นค่ะ เมื่อนำมาใช้ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน เป้าหมายคือช่วยให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ มี ความแน่น ความหนาแน่นของผิว และคุณภาพผิวที่ดีขึ้น
Ultracol จึงเหมาะกับคนที่อยากดูแลเรื่องคอลลาเจน แต่สนใจวัสดุในกลุ่ม PDO มากกว่า PLLA หรือ PDLLA หาก Sculptra เป็นกลุ่ม PLLA และ Juvelook กับ AestheFill เป็นกลุ่ม PDLLA, Ultracol ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้วัสดุต่างออกไปค่ะ
ราคา Ultracol 100
1 กล่อง โปรแกรมประมาณ 6 cc ราคา 18,900 บาท
Juvelook Sculptra AestheFill และ Ultracol เลือกตัวไหน
ถ้าไม่อยากจำชื่อสารอย่าง PDLLA, PLLA หรือ PDO ให้เลือกจากสิ่งที่อยากให้ดีขึ้นจะง่ายกว่าค่ะ
หากต้องการ ผิวละเอียด เด้งฟู รูขุมขนและริ้วเล็กดูดีขึ้น พร้อมกับเริ่มดูแลคอลลาเจน Juvelook จะเด่นกว่า แต่ถ้าเริ่มกังวลเรื่อง ความแน่นของใบหน้าและคอลลาเจนในภาพรวมตามวัย Sculptra จะเหมาะมากขึ้น
ส่วนคนที่อยากได้ การกระตุ้นคอลลาเจนพร้อมความอิ่มแน่นของเนื้อเยื่อ สามารถมอง AestheFill เป็นอีกทางเลือก ขณะที่คนที่สนใจวัสดุในกลุ่ม PDO โดยเฉพาะก็มี Ultracol 100 ค่ะ
มีงานสำคัญเร็ว ๆ นี้ กับอยากดูแลผิวในระยะยาว เลือกเหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกันค่ะ เพราะช่วงเวลาที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงก็มีผลต่อการเลือกโปรแกรมด้วย
ถ้ามีงานสำคัญในช่วงใกล้ ๆ และสิ่งที่ต้องการคือ ผิวสด ฉ่ำ มีน้ำมีนวล และแต่งหน้าดูสวยขึ้น กลุ่ม Chanel, P Cell, BioCollagen หรือผลิตภัณฑ์ที่เด่นเรื่องความชุ่มชื้นมักตรงกับความต้องการมากกว่า
แต่ถ้าไม่ได้รีบ และอยากค่อย ๆ ดูแลคุณภาพ ความแน่น หรือคอลลาเจนของผิวในระยะยาว Rejuran หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง Juvelook, Sculptra, AestheFill และ Ultracol จะเริ่มน่าสนใจมากขึ้นค่ะ
Belotero Revive เหมาะกับคนที่ยังให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้น แต่ต้องการดูแลคุณภาพผิวเพิ่มขึ้น ขณะที่ ASCEplus จะเหมาะกับคนที่สนใจงานฟื้นฟูผิวกลุ่ม Exosome เป็นพิเศษค่ะ
งบประมาณต่างกัน ก็เลือกงานผิวได้ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น
การมีโปรแกรมให้เลือกหลายระดับทำให้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากตัวที่ราคาแพงที่สุดค่ะ
หากปัญหาหลักคือความแห้ง ความหมอง และอยากให้ผิวดูสดขึ้น มี Chanel และ P Cell เริ่มที่ 3,999 บาท รวมถึง BioCollagen ที่เริ่ม 4,999 บาท
ถ้าต้องการดูแลคุณภาพผิวมากขึ้น Rejuran Classic เริ่มที่ 8,999 บาท ส่วน Belotero Revive และ ASCEplus SRLV เริ่มที่ 12,900 บาท
สำหรับกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน Juvelook, Sculptra และ AestheFill อยู่ที่ 16,900 บาท ขณะที่ Ultracol 100 อยู่ที่ 18,900 บาท
ราคาที่ต่างกันจึงไม่ได้หมายความว่าตัวแพงกว่าจะดีกว่าเสมอไป เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบ วิธีการทำงาน และสิ่งที่เด่นไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือเลือกให้ตรงกับปัญหาของผิวค่ะ
แล้วตัวไหนดีที่สุด
คำตอบคือ ตัวที่เหมาะกับผิวและสิ่งที่เราอยากแก้มากที่สุดค่ะ
คนที่ผิวแห้งและแต่งหน้าไม่ค่อยสวย อาจพอใจกับโปรแกรมราคา 3,999 บาทมากกว่าการทำสารกระตุ้นคอลลาเจน เพราะปัญหาหลักของผิวยังไม่ได้อยู่ที่เรื่องคอลลาเจน ในทางกลับกัน คนที่ทำ Skin Booster เพื่อเติมความชุ่มชื้นมาหลายครั้ง แต่ยังรู้สึกว่าผิวไม่แน่นหรือเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย ก็อาจเหมาะกับการคุยเรื่องสารกระตุ้นคอลลาเจนมากขึ้นค่ะ
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน จึงไม่จำเป็นต้องเข้ามาพร้อมกับการจำชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งสิบตัว เพียงบอกหมอปาล์มมี่ว่า ตอนนี้กังวลเรื่องอะไร และอยากให้ผิวดีขึ้นแบบไหน เช่น อยากให้ผิวฉ่ำขึ้น อยากฟื้นผิวที่ดูโทรม อยากให้ผิวละเอียดขึ้น หรืออยากดูแลความแน่นและคอลลาเจน
จากนั้นหมอปาล์มมี่จะดูสภาพผิวจริง ทั้งความชุ่มชื้น ริ้วเล็ก รูขุมขน ความบางของผิว ความยืดหยุ่น และภาพรวมของใบหน้า ก่อนช่วยเลือกว่าควรเริ่มจาก Skin Booster โปรแกรมฟื้นฟูผิว หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ
ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวสามารถตรวจสอบชื่อผลิตภัณฑ์ กล่อง เลขล็อต และวันหมดอายุได้ก่อนทำ และหมอเป็นผู้ประเมินและวางแผนเอง เพื่อให้เข้าใจว่าตัวที่เลือก เหมาะกับผิวตรงไหน และกำลังทำเพื่อให้ผิวดีขึ้นในด้านใด
เพราะสุดท้ายงานผิวที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าเราไปทำอะไรมา บางครั้งสิ่งที่ต้องการก็เพียงให้วันหนึ่งส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า ผิวดูสดกว่าเดิม เนียนกว่าเดิม เด้งกว่าเดิม และกลับมาดูเป็นผิวที่เราชอบอีกครั้งค่ะ
ผลลัพธ์ ระยะเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลง จำนวนครั้ง และความเหมาะสมแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ สภาพผิว และการตอบสนองของแต่ละบุคคล โปรแกรมและวิธีการดูแลจะได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนรับบริการ ราคาที่ระบุเป็นราคาตามโปรโมชั่นปัจจุบันของคลินิกค่ะ
สอบถามหรือประเมินก่อนรับบริการ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการประเมินก่อนตัดสินใจรับบริการ