ร้อยไหมช่วยยกกรอบหน้าอย่างไร และเหมาะกับแก้มตกแบบไหน | หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน
ร้อยไหมช่วยพยุงเนื้อแก้มที่เคลื่อนลง ทำให้แก้มล่างดูเบาและกรอบหน้าชัดขึ้น เหมาะกับแก้มตกระดับเล็กถึงปานกลางที่เริ่มมีเนื้อข้างคางหรือแนวกรามไม่ชัด บทความนี้อธิบายว่าแก้มตกแบบไหนเหมาะกับร้อยไหม ทำแล้วกรอบหน้าเปลี่ยนอย่างไร จำนวนและทิศทางไหมเลือกจากอะไร และหมอปาล์มมี่ออกแบบการยกอย่างไรค่ะ
เคยไหมคะ ช่วงหนึ่งส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า หน้าเราไม่ได้อ้วนขึ้นนะ แต่มันเหมือนตกลงนิดหนึ่ง กรอบหน้าที่เมื่อก่อนเห็นชัดเริ่มไม่ค่อยคม แก้มช่วงล่างดูหนักขึ้น มีเนื้อเล็ก ๆ ข้างคาง หรือถ่ายรูปมุมเฉียงแล้วรู้สึกว่าหน้าดูหย่อนกว่าเมื่อก่อน ทั้งที่น้ำหนักก็แทบไม่เปลี่ยน
ถ้าเป็นแบบนี้ สิ่งที่เรากำลังอยากได้อาจไม่ใช่การเติมอะไรเข้าไปในหน้าอีกแล้วค่ะ แต่เป็นการ ช่วยพยุงเนื้อที่เริ่มตกให้กลับขึ้นไป และนี่คือจุดที่การร้อยไหมน่าสนใจมาก เพราะร้อยไหมเป็นงานยกกระชับที่มี “แรงยก” จากตัวไหมจริง ๆ ไม่ได้รอเพียงให้ผิวค่อย ๆ ฟื้นหรือสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองอย่างเดียว
วิธีทำก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่ชื่อฟังดูค่ะ หมอจะใช้เส้นไหมที่ออกแบบมาสำหรับงานยกกระชับ สอดเข้าไปในชั้นใต้ผิว โดยไหมลิฟท์จะมีเงี่ยงหรือส่วนที่ช่วยยึดกับเนื้อเยื่อ เมื่อวางถูกชั้นและถูกทิศทาง เส้นไหมจะช่วย เกี่ยวและพยุงแก้มที่เคลื่อนลงให้ยกกลับขึ้นมา พอแก้มล่างเบาขึ้น เนื้อที่เคยมาบังแนวกรามก็น้อยลง กรอบหน้าจึงค่อย ๆ เปิดออกมาให้เห็นชัดขึ้นค่ะ
นี่แหละค่ะเหตุผลที่หลายคนชอบร้อยไหม เวลาโจทย์คือ “อยากให้หน้ายก” เพราะมันตอบตรงมากว่า ส่วนที่ตก เราจะช่วยยกกลับขึ้นไป
แล้วร้อยไหมน่ากลัวไหม เจ็บเยอะหรือเปล่า
เรื่องนี้ถามกันแทบทุกคนค่ะ เพราะพอได้ยินคำว่า “สอดไหมเข้าไปใต้ผิว” จินตนาการก็ไปไกลก่อนแล้ว 😆
แต่ก่อนทำจะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ช่วยค่ะ ระหว่างทำหลายคนจึงไม่ได้รู้สึกเจ็บแหลมตลอดเวลา แต่จะรู้สึกเป็นแรงกด แรงตึง หรือรู้สึกว่าหมอกำลังจัดเนื้ออยู่ใต้ผิวมากกว่า ความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากันแน่นอน คนที่กลัวเข็มมากก็สามารถบอกหมอก่อนทำได้เลย ไม่ต้องเกรงใจค่ะ
หลังทำยาชาหมดฤทธิ์ อาจรู้สึกตึง ๆ ระบม หรือเวลายิ้ม เคี้ยวอาหาร และขยับหน้าจะรู้สึกว่ามีแรงดึงอยู่บ้าง เพราะเนื้อเยื่อเพิ่งถูกพยุงไปอยู่ในตำแหน่งใหม่ ช่วงแรกอาจมีบวม ช้ำ หรือมีรอยย่นเล็ก ๆ ตามแนวที่ดึงได้ ซึ่งโดยมากจะค่อย ๆ นุ่มและเข้าที่มากขึ้นเมื่อผ่านช่วงแรกค่ะ
เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเจ็บไหม อริสไม่อยากตอบว่า “ไม่เจ็บเลย” เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นภาพน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิดก่อนทำค่ะ สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือหมอวางไหมอยู่ในชั้นไหน วางไปทางไหน และค่อย ๆ จัดแรงอย่างไรให้เหมาะกับหน้าของเรา
ทำไมร้อยไหมแล้วหน้าถึงยกได้จริง
ลองคิดง่าย ๆ ว่าแก้มของเราไม่ได้หายไปไหนค่ะ แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เนื้อเยื่อบางส่วนค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลง จากที่เคยอยู่สูงก็เริ่มลงมาช่วงแก้มล่าง จนเกิดเนื้อข้างคางและไปบังแนวกรามเดิม
ร้อยไหมไม่ได้เอาเนื้อนั้นออก แต่ทำหน้าที่เหมือน ช่วยจับและพยุงเนื้อกลับขึ้นไป
ไหมลิฟท์จะมีส่วนยึดกับเนื้อเยื่อ เมื่อหมอวางไหมผ่านบริเวณที่ต้องการยกแล้วจัดทิศทางให้เหมาะ เนื้อแก้มส่วนที่ตกก็จะถูกพยุงขึ้นตามแนวไหม พอสิ่งที่เคยกองอยู่บริเวณแก้มล่างถูกยกขึ้น ช่วงล่างของหน้าก็ดูเบาขึ้นค่ะ
บางคนจึงเห็นทั้งกรอบหน้าชัดขึ้น เนื้อข้างคางลดลง แก้มดูยก และใบหน้าดูเรียวขึ้นพร้อมกัน ทั้งที่จริงเราไม่ได้ไปลดกรามหรือเปลี่ยนกระดูกอะไรเลย
เราเพียงช่วยเอาเนื้อที่กำลังบังกรอบหน้าเดิมกลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สวยขึ้นเท่านั้นเองค่ะ
แล้วทำเสร็จเห็นผลเลยไหม
นี่เป็นข้อดีที่หลายคนชอบมากค่ะ เพราะหลังร้อยไหมสามารถเห็น ทิศทางของการยก ได้ตั้งแต่ตอนทำเสร็จเลย
เนื่องจากผลส่วนแรกมาจากแรงพยุงของตัวไหมจริง เมื่อหมอจัดแก้มขึ้นแล้ว เราจึงมองเห็นได้ว่าแนวกรามเปิดขึ้นหรือแก้มล่างเบาลงประมาณไหน
แต่อย่าเพิ่งตกใจถ้าวันแรกหน้าดูตึงหรือดูยกกว่าที่คุ้นเคยนะคะ เพราะยังมีบวม ความตึง และการปรับตัวของเนื้อเยื่ออยู่ ภาพวันแรกจึงยังไม่ใช่ภาพสุดท้าย
พอผ่านช่วงแรก เนื้อเยื่อเริ่มเข้าที่ ความตึงลดลง ใบหน้าจะค่อย ๆ ดูนุ่มและเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ
เพราะฉะนั้นงานร้อยไหมที่สวยไม่ใช่การทำให้หน้าตึงที่สุดในวันแรก แต่คือ พอเข้าที่แล้วแก้มยังดูยก กรอบหน้าดูดีขึ้น และเวลายิ้มหรือพูดยังดูเป็นหน้าเราเหมือนเดิม
แก้มตกแบบไหนที่เหมาะกับร้อยไหมมาก
กลุ่มที่อริสว่านึกภาพง่ายที่สุดคือคนที่มองรูปตัวเองเมื่อสองสามปีก่อนแล้วรู้สึกว่า
“เอ๊ะ เมื่อก่อนกรอบหน้าเราชัดกว่านี้นี่นา”
น้ำหนักไม่ได้ขึ้นมาก คางก็ยังเหมือนเดิม แต่แก้มช่วงล่างเหมือนลงมาอยู่ต่ำกว่าเดิม มีเนื้อข้างคางมากขึ้น หรือเวลาเอียงหน้าถ่ายรูปแล้วเห็นช่วงล่างดูหนักขึ้นค่ะ
ถ้าความหย่อนอยู่ระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง เนื้อแก้มไม่ได้หนักมากเกินไป และผิวยังมีคุณภาพค่อนข้างดี กลุ่มนี้มักเป็นเคสที่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากการพยุงได้สวย เพราะต้นเหตุหลักคือ เนื้อแก้มเคลื่อนลง ซึ่งตรงกับสิ่งที่ไหมลิฟท์ทำได้พอดี
บางคนลองใช้มือพยุงแก้มขึ้นเล็กน้อยแล้วรู้สึกทันทีว่า “นี่เลย หน้าที่อยากได้” แบบนี้อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าเรื่องตำแหน่งของเนื้อแก้มน่าจะมีส่วนค่ะ
แต่ตอนประเมินจริงหมอจะดูละเอียดกว่านั้นอีก ทั้งน้ำหนักของแก้ม ปริมาณไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว และความต่างระหว่างซ้ายกับขวา
เนื้อข้างคางที่ทำให้หน้าดูมีอายุขึ้น ร้อยไหมช่วยได้ไหม
ถ้าเนื้อข้างคางเกิดจากแก้มส่วนล่างที่ตกลงมา ตรงนี้เป็นหนึ่งในจุดที่ร้อยไหมช่วยได้สวยเลยค่ะ
เพราะเนื้อบริเวณนี้มักไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลจากเนื้อด้านบนเคลื่อนลง พอมาถึงช่วงข้างคางก็ทำให้แนวกรามที่เคยเรียบมีส่วนที่นูนออกมา
เมื่อหมอพยุงแก้มกลับขึ้น เนื้อที่มากองข้างคางก็น้อยลงตาม แนวกรามจึงดูต่อเนื่องและสะอาดขึ้น
และอันนี้เป็นผลที่คนมักชอบค่ะ เพราะไม่ได้ดูเหมือน “ไปเปลี่ยนหน้า” แต่เหมือน เอาความหย่อนที่เกิดขึ้นทีหลังออก แล้วได้กรอบหน้าเดิมกลับมา
ถ้าแก้มค่อนข้างหนัก ร้อยไหมยังช่วยได้ไหม
ช่วยได้ค่ะ แต่ต้องคุยเรื่องความคาดหวังกันตรง ๆ เพราะเส้นไหมต้องรับน้ำหนักของเนื้อด้วย
ลองนึกถึงการแขวนของสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเบา อีกชิ้นหนัก แรงที่ต้องใช้ย่อมไม่เท่ากันค่ะ
คนที่แก้มไม่หนักมากและเพิ่งเริ่มหย่อน มักจัดทิศทางได้ง่ายกว่าและเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดกว่า ส่วนคนที่มีเนื้อแก้มค่อนข้างมาก ไหมก็ยังช่วยพยุงได้ แต่ไม่ควรคิดว่าเพิ่มจำนวนเส้นไปเรื่อย ๆ แล้วจะยกได้เหมือนแก้มที่เบากว่า
ดังนั้นก่อนจะถามว่า “ต้องกี่เส้น” หมอปาล์มมี่จะดูเรื่องน้ำหนักของเนื้อก่อนค่ะ เพราะเป็นตัวกำหนดทั้งจำนวน แนว และระดับผลที่ควรคาดหวัง
ร้อยไหมช่วยร่องแก้มด้วยไหม
มีบางคนร้อยไหมแล้วรู้สึกว่าร่องแก้มดูเบาลงค่ะ ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้าร่องนั้นชัดขึ้นเพราะน้ำหนักของแก้มด้านบนเคลื่อนลงมากดบริเวณร่อง
พอแก้มถูกพยุงขึ้น น้ำหนักที่กดบริเวณนั้นน้อยลง ร่องก็สามารถดูนุ่มขึ้นตามได้
แต่ถ้าร่องเกิดจากวอลลุ่มที่ลดลงหรือเป็นโครงสร้างเดิมของหน้า การร้อยไหมไม่ได้สร้างเนื้อใหม่เข้าไปเติมค่ะ
เพราะฉะนั้นหมอจะไม่ได้ตั้งเป้าว่า “ร้อยไหมแล้วร่องทุกเส้นต้องหาย” แต่จะดูว่า ร่องส่วนไหนหนักขึ้นเพราะแก้มตก และเมื่อยกแก้มแล้วภาพรวมดีขึ้นมากแค่ไหน
แบบนี้ผลจะดูเป็นธรรมชาติกว่าการพยายามทำให้ทุกร่องบนหน้าหายหมดค่ะ
ร้อยไหมอยู่ได้นานแค่ไหน
คำถามนี้ตอบเป็นเลขตายตัวไม่ได้ค่ะ เพราะขึ้นกับชนิดไหม น้ำหนักของแก้ม อายุ คุณภาพผิว เทคนิค และการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย
ตัวไหมละลายจะค่อย ๆ ถูกสลายไปตามเวลา แต่ในช่วงที่ไหมอยู่ ร่างกายจะมีการตอบสนองของเนื้อเยื่อรอบแนวไหมและมีเรื่องคอลลาเจนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าวันที่ไหมสลาย ผลทั้งหมดจะหายไปพร้อมกันทันที
โดยทั่วไปผลของร้อยไหมมักมองกันในช่วง หลายเดือนไปจนประมาณหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นในบางคน แต่ความชัดของแรงยกจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา เพราะใบหน้าเองก็ยังเปลี่ยนตามอายุ แรงโน้มถ่วง น้ำหนัก และคุณภาพผิวค่ะ
ถ้าเป็นคนที่แก้มไม่หนัก ผิวยังดี และน้ำหนักค่อนข้างคงที่ ผลก็มักรักษาได้ดีกว่าคนที่มีเนื้อหนักหรือน้ำหนักขึ้นลงมาก
ร้อยไหมจึงไม่ใช่การยกถาวร แต่ข้อดีก็คือเมื่อเวลาผ่านไปเราสามารถกลับมาประเมินใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นจากแผนเดิมทุกครั้งค่ะ
ร้อยไหมกี่เส้นถึงจะสวย
อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตมาก และคำตอบคือ ไม่ได้ดูแค่จำนวนค่ะ
บางคนใช้ไม่เยอะ แต่ทุกเส้นถูกวางตรงกับส่วนที่ต้องยก ผลออกมาชัดมากได้ ในขณะที่ใช้จำนวนมากแต่กระจายแรงไม่ตรงกับน้ำหนักของแก้ม ก็ไม่ได้แปลว่าจะสวยกว่า
บางใบหน้าต้องเน้นพยุงเนื้อข้างคาง บางหน้าต้องช่วยแก้มล่างมากกว่า และบางคนด้านหนึ่งตกมากกว่าอีกด้าน จึงไม่จำเป็นด้วยซ้ำว่าซ้ายและขวาต้องใช้จำนวนเท่ากันค่ะ
เวลาคุยกับหมอ อริสว่าคำถามที่น่าสนใจกว่า “ได้กี่เส้น” คือ
เส้นเหล่านี้จะเอาไปยกตรงไหน
เพราะพอหมออธิบายได้ว่าเส้นนี้พยุงอะไร แล้วหลังทำตรงไหนควรเปลี่ยน เราก็จะเข้าใจแผนของตัวเองทันทีค่ะ
ทำไมทิศทางของไหมถึงสำคัญมาก
เพราะเราไม่ได้ต้องการเพียง “ยกขึ้น” แต่ต้องการ ยกแล้วสวย
แก้มของแต่ละคนไม่ได้ตกลงมาตรง ๆ เหมือนกันหมด บางคนเนื้อจะเคลื่อนไปทางข้างคางมาก บางคนแก้มกลางมีส่วนร่วม และบางคนสองข้างตกไม่เหมือนกันเลย
หมอจึงต้องคิดก่อนว่า หากจะพยุงเนื้อก้อนนี้ ควรพาไปอยู่ตรงไหนจึงจะทำให้กรอบหน้าสวยขึ้น โดยที่ส่วนอื่นของหน้าไม่ดูแปลก
ตรงนี้แหละค่ะที่ร้อยไหมเริ่มเป็นงานฝีมือมากกว่าเรื่องจำนวนเส้น
ฝีมือของหมอไม่ได้เริ่มตอนสอดไหมเข้าไป แต่เริ่มตั้งแต่ยังไม่ได้แตะใบหน้า ว่ามองออกหรือไม่ว่า ต้องยกอะไร และต้องยกไปทางไหน
ไหมลิฟท์ 4–8 เส้น กับไหม PDO / Collagen 20–50 เส้น ทำไมจำนวนห่างกันขนาดนั้น
คนที่ดูโปรโมชั่นแล้วสงสัยเรื่องนี้ ไม่ได้สงสัยผิดเลยค่ะ เพราะเห็นตัวเลขแล้วก็น่าจะคิดว่า
50 เส้นเยอะกว่า 8 เส้นตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่ยกมากกว่า?
เหตุผลคือ ไหมคนละแบบทำหน้าที่ไม่เหมือนกันค่ะ
ไหมลิฟท์กรอบหน้าถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงยึดและพยุงเนื้อโดยเฉพาะ จึงไม่จำเป็นต้องใส่หลายสิบเส้นเพื่อให้เกิดแรงยก
ส่วนไหม PDO / Collagen ที่ใช้จำนวน 20 หรือ 50 เส้น เป็นไหมอีกลักษณะหนึ่งที่ใช้ในงานเกี่ยวกับผิวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าเอา 50 เส้นไปแทนไหมลิฟท์ 8 เส้นแล้วจะยกได้มากกว่าค่ะ
ตรงนี้จึงอยากให้ดู หน้าที่ของไหม ก่อนดูจำนวน
เพราะจำนวนเยอะไม่ได้แปลว่าดีกว่า ถ้าสิ่งที่เราอยากได้คือการยกแก้มจริง ๆ เราต้องเลือกไหมที่มีหน้าที่สร้างแรงยกค่ะ
ราคาโปรแกรมร้อยไหม หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน
สำหรับงาน ยกแก้มและเปิดกรอบหน้าโดยตรง โปรแกรมไหมลิฟท์กรอบหน้าอยู่ที่
ไหมลิฟท์กรอบหน้า เส้นละ 1,999 บาท
โดยทั่วไปใช้ประมาณ 4–8 เส้น ตามระดับความหย่อน น้ำหนักของแก้ม และแนวที่หมอวางค่ะ
ส่วนโปรแกรมไหมอีกกลุ่มหนึ่งมี
ไหม PDO / Collagen 20 เส้น ราคา 4,999 บาท
ไหม PDO / Collagen 50 เส้น ราคา 9,500 บาท
เวลามาปรึกษาไม่จำเป็นต้องตัดสินใจก่อนค่ะว่าจะต้องซื้อ 4 เส้น 6 เส้น หรือ 8 เส้น เพราะหมอต้องเห็นหน้าและลองดูทิศทางการยกก่อน
ถ้ากังวลงบประมาณก็บอกหมอปาล์มมี่ตรง ๆ ได้เหมือนกันค่ะ จะได้วางว่าในงบที่ตั้งใจไว้ ควรเน้นบริเวณไหนก่อนจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงกับกรอบหน้ามากที่สุด
หลังร้อยไหมต้องดูแลตัวเองยังไง
ช่วงแรกให้หน้าได้พักจากแรงดึงเยอะ ๆ ก่อนค่ะ
กินอาหารและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่พยายามหลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างมาก นวดหน้า กดหน้า หรือทำอะไรที่ดึงเนื้อบริเวณที่เพิ่งร้อยแรง ๆ ตามช่วงเวลาที่หมอแนะนำ
อาการตึงและระบมเล็กน้อยเป็นสิ่งที่เจอได้ ช่วงแรกเวลายิ้มหรือเคี้ยวอาจรู้สึกว่าใบหน้ามีอะไรดึงอยู่ด้านใน ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะเนื้อเยื่อกำลังปรับตัวกับแนวใหม่
พอผ่านไปความรู้สึกนี้จะค่อย ๆ ลดลงและเราจะกลับมาใช้หน้าได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ผลข้างเคียงของร้อยไหมมีอะไรที่ควรรู้
อันนี้รู้ไว้แบบสบาย ๆ ค่ะ ไม่ต้องอ่านแล้วกลัวร้อยไหมไปเลย 😆
อาการหลังทำที่เจอได้คือ บวม ช้ำ ตึง ระบม หรือเห็นรอยบุ๋มและความไม่เรียบตามแนวที่มีการยกในช่วงแรก ซึ่งหลายอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อใบหน้าเข้าที่
บางครั้งสองข้างอาจดูไม่เท่ากันช่วงแรกเพราะบวมไม่เท่ากัน และหน้าเดิมของเราก็ไม่ได้สมมาตรแบบกระจกตั้งแต่ต้นอยู่แล้วค่ะ
ส่วนเรื่องที่พบไม่บ่อยกว่า เช่น การติดเชื้อ ไหมเคลื่อน คลำเส้นไหมได้ชัด ไหมโผล่ หรือรอยบุ๋มไม่หายตามเวลาที่ควร ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับมาให้หมอตรวจ
จำง่าย ๆ ว่า ถ้าหลังทำอาการ ค่อย ๆ ดีขึ้น โดยทั่วไปก็เป็นทิศทางที่ดี แต่ถ้าปวด บวม แดง หรือร้อนขึ้นเรื่อย ๆ มีสิ่งคัดหลั่ง หรือรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติมากกว่าช่วงแรก ก็ควรให้หมอดูค่ะ
ทำไมหมอปาล์มมี่ต้องดูหน้าก่อนออกแบบไหมทุกครั้ง
เพราะร้อยไหมเป็นงานที่เอาสูตรเดียวไปใช้กับทุกหน้าไม่ได้ค่ะ
หมอจะดูทั้งหน้าตรง มุมเฉียง และด้านข้าง ดูว่าเนื้อส่วนไหนตกจริง น้ำหนักแก้มมากแค่ไหน มีเนื้อข้างคางจากการตกมากน้อยเพียงใด สองข้างต่างกันไหม และถ้ายกขึ้นแล้วควรไปจบตรงไหนถึงจะสวย
จากนั้นจึงค่อยถามลูกค้าว่าอยากเห็นอะไรค่ะ
บางคนอยากให้กรอบหน้าชัดขึ้นมาก
บางคนรำคาญเนื้อข้างคางอย่างเดียว
บางคนอยากยก แต่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าไปทำอะไรมา
รายละเอียดพวกนี้มีผลกับการออกแบบทั้งหมด
หมอปาล์มมี่เป็นคนประเมิน วางแนว และร้อยไหมเอง ลูกค้าจึงได้คุยกับคนที่จะลงมือทำโดยตรงตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเล่าความต้องการผ่านคนอื่นก่อนค่ะ
ร้อยไหมที่สวย ไม่ใช่หน้าที่ถูกดึงจนตึงที่สุด
ร้อยไหมเป็นงานที่ยกได้จริงค่ะ แต่ยิ่งยกได้ ก็ยิ่งต้องรู้ว่าควรหยุดตรงไหน
ถ้าดึงจนแรงที่สุด หน้าไม่ได้จำเป็นต้องสวยที่สุดตามไปด้วย เพราะใบหน้าต้องพูด ยิ้ม หัวเราะ และขยับทุกวัน
สิ่งที่อยากเห็นหลังเข้าที่จึงไม่ใช่หน้าที่ถูกดึงขึ้นสูงจนคนจำไม่ได้ แต่เป็น แก้มส่วนที่เคยตกดูยกขึ้น เนื้อข้างคางเบาลง กรอบหน้ากลับมาคม และมองแล้วรู้สึกว่าหน้าสดขึ้น
บางครั้งผลที่ดีมากคือคนรอบตัวเห็นแล้วแค่รู้สึกว่า
“ช่วงนี้หน้าดูดีขึ้นนะ”
แต่ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราไปทำอะไรมา
และอริสว่านั่นเป็นความสวยที่น่ารักมากของงานร้อยไหมค่ะ เพราะเราไม่ได้พยายามสร้างหน้าใหม่ แต่กำลัง พาหน้าเดิมกลับมาใกล้ช่วงที่เราชอบมันที่สุด
สรุป ร้อยไหมเหมาะกับใคร และช่วยยกกรอบหน้าได้อย่างไร
ถ้าช่วงนี้ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า แก้มเริ่มตก เนื้อข้างคางเริ่มมา กรอบหน้าที่เคยชัดดูเบลอลง และสิ่งที่อยากได้คืออยากให้ช่วงล่างของหน้าถูก “ยกขึ้น” จริง ๆ ร้อยไหมเป็นหนึ่งในหัตถการที่ตรงกับปัญหานี้มากค่ะ
หลักของมันเข้าใจง่ายมาก คือใช้ไหมลิฟท์ที่มีส่วนยึดเกาะ สอดเข้าไปในชั้นใต้ผิว แล้วให้ไหมช่วยจับและพยุงเนื้อที่เคลื่อนลงกลับขึ้นไปในทิศทางที่เหมาะ
จึงเห็นแนวการยกได้ตั้งแต่หลังทำ และพออาการบวมกับความตึงช่วงแรกค่อย ๆ ลดลง ใบหน้าก็จะดูนุ่มและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
คนที่มักเห็นความเปลี่ยนแปลงสวยคือคนที่แก้มตกในระดับเล็กถึงปานกลาง เนื้อไม่ได้หนักมากเกินไป และยังไม่มีผิวส่วนเกินมาก เพราะเมื่อเนื้อที่ตกถูกยกขึ้น กรอบหน้าเดิมที่ถูกบังก็กลับมาให้เห็นได้อีกครั้งค่ะ
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน ไหมลิฟท์กรอบหน้าอยู่ที่ เส้นละ 1,999 บาท โดยใช้ประมาณ 4–8 เส้นตามใบหน้า และยังมีไหม PDO / Collagen 20 เส้น 4,999 บาท และ 50 เส้น 9,500 บาท ซึ่งเป็นไหมอีกลักษณะหนึ่งและมีหน้าที่ต่างกัน
ก่อนเลือกร้อยไหมจึงไม่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าต้องใช้กี่เส้นค่ะ แต่หลังจากอ่านบทนี้ อริสอยากให้รู้มากพอที่จะคุยกับหมอได้ว่า
“ตรงนี้คือเนื้อที่ตกใช่ไหม ถ้ายกขึ้นแล้วกรอบหน้าจะเปลี่ยนยังไง แล้วไหมแต่ละเส้นจะช่วยยกส่วนไหน”
เพราะเมื่อเราเข้าใจสิ่งที่กำลังทำกับใบหน้าตัวเอง การเลือกร้อยไหมก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัวหรือเป็นเพียงการซื้อโปรแกรมอีกต่อไป แต่เป็นการรู้ว่า เราอยากยกอะไร ทำไมถึงยก และอยากให้หน้าออกมาแบบไหนค่ะ
ผลลัพธ์ จำนวนไหม ระยะคงอยู่ อาการหลังทำ และความเหมาะสมแตกต่างกันตามชนิดไหม ลักษณะใบหน้า น้ำหนักของเนื้อเยื่อ เทคนิค และการตอบสนองของแต่ละบุคคลค่ะ
สอบถามหรือประเมินก่อนรับบริการ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการประเมินก่อนตัดสินใจรับบริการ