โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ลำพูน ราคาเท่าไร เลือกยี่ห้อไหนดี | หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน
มาเตรียมตัวก่อนเลือกโบท็อกซ์และฟิลเลอร์กันค่ะ โบท็อกซ์เหมาะกับปัญหาที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและริ้วจากการแสดงสีหน้า ส่วนฟิลเลอร์ช่วยเติมวอลลุ่มและปรับสัดส่วนของใบหน้า บทความนี้รวบรวมความแตกต่างและราคาของ Aestox, Nabota, Allergan, Ex-Filler, Neuramis และ Restylane พร้อมวิธีเลือกตามจุดที่อยากดูแลและงบประมาณค่ะ
ถ้าเริ่มสนใจงานปรับรูปหน้า ชื่อของ โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ มักเป็นสองอย่างแรก ๆ ที่ได้ยินค่ะ บางคนอยากให้ริ้วหน้าผากดูน้อยลง บางคนอยากให้กรามดูละมุนขึ้น ขณะที่บางคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อเลย แต่รู้สึกว่าคางสั้น ใต้ตาดูลึก แก้มดูยุบ หรืออยากให้ริมฝีปากมีทรงขึ้นอีกเล็กน้อย
จุดที่ทำให้หลายคนเริ่มสับสนคือ พอเข้าไปดูรายละเอียดแล้วไม่ได้มีแค่คำว่าโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ แต่ยังมีหลายยี่ห้อ หลายรุ่น หลายราคา และหลายขนาด ทั้ง 50 ยูนิต 100 ยูนิต หรือฟิลเลอร์ 1 cc และ 2 cc จนไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มเลือกจากตรงไหนก่อน
มาเตรียมตัวก่อนเลือกโบท็อกซ์และฟิลเลอร์กันค่ะ พื้นฐานที่ควรรู้จริง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนมาก เริ่มจากแยกก่อนว่า สิ่งที่เราอยากเปลี่ยนบนใบหน้าเกิดจาก กล้ามเนื้อ หรือเกิดจาก รูปทรงและวอลลุ่มของใบหน้า เพราะสองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อเลือกประเภทได้ถูกแล้ว ค่อยดูต่อว่าแต่ละยี่ห้อมีอะไรแตกต่างกัน ราคาเท่าไร และตัวไหนเหมาะกับแผนที่ต้องการค่ะ
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน มีโบท็อกซ์ 3 ตัวเลือกหลัก ได้แก่ Aestox, Nabota และ Allergan ส่วนฟิลเลอร์มีทั้ง Ex-Filler, Neuramis Deep, Neuramis Volume และ Restylane ทำให้มีตัวเลือกตั้งแต่งบเริ่มต้นไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม โดยหมอปาล์มมี่เป็นผู้พูดคุย ประเมิน และทำหัตถการเองค่ะ
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร แต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นตรงไหน ราคาเท่าไร 50 ยูนิตกับ 100 ยูนิตต่างกันอย่างไร 1 cc กับ 2 cc เลือกแบบไหน และถ้ามีงบประมาณอยู่ประมาณหนึ่งควรเริ่มดูตรงไหนก่อน เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
ก่อนเลือกยี่ห้อ แยกให้ออกก่อนว่าโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร
โบท็อกซ์และฟิลเลอร์ถูกพูดถึงคู่กันบ่อยมาก แต่จริง ๆ แล้วทำงานคนละเรื่องค่ะ
โบท็อกซ์ หรือ Botulinum toxin type A ทำงานกับกล้ามเนื้อ โดยช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ต้องการชั่วคราว ถ้าเป็นกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วจากการแสดงสีหน้า เช่น หน้าผาก ระหว่างคิ้ว หรือหางตา เมื่อกล้ามเนื้อขยับน้อยลง ริ้วเหล่านั้นก็จะดูนุ่มลงค่ะ
ถ้าเป็นกล้ามเนื้อกราม หลักการจะต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเราไม่ได้ฉีดเพื่อแก้ริ้ว แต่ต้องการให้กล้ามเนื้อกรามที่มีขนาดใหญ่ค่อย ๆ ทำงานลดลง เมื่อเวลาผ่านไปขนาดของกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงด้วย ทำให้ช่วงล่างของใบหน้าดูเบาและละมุนขึ้นในคนที่ความกว้างของกรามเกิดจากกล้ามเนื้อจริง
ส่วน ฟิลเลอร์ ทำงานกับรูปทรง วอลลุ่ม และรอยต่อของใบหน้าค่ะ ฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA สามารถนำมาใช้เติมบริเวณที่ขาดความอิ่มหรือสัดส่วน เช่น คาง ใต้ตา ขมับ แก้ม ร่องบางตำแหน่ง รวมถึงริมฝีปาก โดยแต่ละตำแหน่งต้องการลักษณะของเนื้อเจลไม่เหมือนกัน
พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุดคือ ถ้าปัญหาเกิดจากกล้ามเนื้อ เราจะเริ่มมองโบท็อกซ์ แต่ถ้าปัญหาเกิดจากความยุบ ความสั้น หรือสัดส่วนที่ขาดไป เราจะเริ่มมองฟิลเลอร์ค่ะ
คนที่บอกว่า “อยากหน้าเรียว” จึงไม่ได้แปลว่าจะต้องฉีดโบท็อกซ์กรามทุกคน หากช่วงล่างดูกว้างเพราะกล้ามเนื้อกรามเด่น โบท็อกซ์จะมีบทบาทมาก แต่ถ้าใบหน้าดูกลมเพราะคางค่อนข้างสั้น การปรับสัดส่วนคางด้วยฟิลเลอร์อาจทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นได้ชัดกว่า และบางคนก็มีทั้งสององค์ประกอบร่วมกันค่ะ
โบท็อกซ์ช่วยเรื่องไหนได้บ้าง
งานโบท็อกซ์บนใบหน้าที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยคือการดูแล ริ้วหน้าผาก รอยขมวดระหว่างคิ้ว หางตา และกล้ามเนื้อกราม ค่ะ
ริ้วหน้าผากเกิดจากกล้ามเนื้อที่เราใช้เลิกคิ้ว รอยระหว่างคิ้วเกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้ขมวด ส่วนหางตาเห็นชัดขึ้นเวลายิ้ม เมื่อแรงของกล้ามเนื้อลดลง รอยที่เกิดจากการพับซ้ำก็จะดูนุ่มขึ้น สีหน้าจึงดูผ่อนคลายขึ้นได้
แต่ผลที่สวยไม่ได้หมายถึงต้องทำให้ใบหน้าขยับไม่ได้ค่ะ บางคนชอบให้หน้าผากยังเคลื่อนไหวเล็กน้อย บางคนอยากลดรอยขมวดชัดกว่าเพราะรู้สึกว่าทำให้หน้าดูดุ ส่วนบางคนอยากเก็บรอยยิ้มไว้และลดเฉพาะหางตาที่เห็นมากเกินไป
หมอปาล์มมี่จึงจะดูใบหน้าตอนขยับจริงก่อนทำ ทั้งเลิกคิ้ว ขมวดคิ้ว ยิ้ม และกัดฟัน เพื่อดูว่าแต่ละมัดทำงานแรงแค่ไหน ตำแหน่งคิ้วเป็นอย่างไร และควรใช้จำนวนเท่าไรจึงจะได้ระดับการเคลื่อนไหวที่เข้ากับความต้องการของเจ้าของใบหน้าค่ะ
ถ้าอยากหน้าเรียว โบท็อกซ์กรามเหมาะกับกรามแบบไหน
กล้ามเนื้อกรามหรือ Masseter อยู่บริเวณด้านข้างของขากรรไกรและจะนูนขึ้นชัดเวลาขบฟัน ในคนที่กล้ามเนื้อมัดนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ช่วงล่างของใบหน้าจะดูแข็งหรือกว้างขึ้น โดยเฉพาะเวลาถ่ายรูปหน้าตรง
หลังฉีดโบท็อกซ์ กล้ามเนื้อจะลดแรงก่อน แล้วขนาดจะค่อย ๆ เปลี่ยนตามเวลา เพราะฉะนั้นงานกรามจึงไม่ได้เห็นใบหน้าเล็กลงทันทีในวันเดียวเหมือนการเติมฟิลเลอร์ที่เห็นรูปทรงเปลี่ยนค่อนข้างเร็วค่ะ
หมอปาล์มมี่จะให้กัดฟันและคลำกล้ามเนื้อทั้งสองข้างก่อน เพื่อดูว่าความกว้างที่เห็นมาจากกล้ามเนื้อมากแค่ไหน เพราะบางคนมีโครงกระดูกกว้าง บางคนมีไขมันบริเวณแก้มหรือใต้คาง และบางคนมีคางค่อนข้างสั้นร่วมด้วย ถ้าแยกสาเหตุได้ถูก การเลือกว่าจะใช้โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือค่อย ๆ ทำทั้งสองอย่างก็จะง่ายขึ้นค่ะ
Aestox เหมาะกับคนที่อยากเริ่มโบท็อกซ์ในงบที่เข้าถึงง่าย
Aestox เป็น Botulinum toxin type A จากประเทศเกาหลีใต้ ผลิตโดย HUGEL, Inc. โดย HUGEL ใช้ชื่อ Aestox สำหรับผลิตภัณฑ์ Botulinum toxin ของบริษัทในประเทศไทยค่ะ
สำหรับโปรแกรมของหมอปาล์มมี่คลินิก Aestox เป็นตัวเลือกที่ราคาเริ่มต้นค่อนข้างเข้าถึงง่าย จึงสามารถใช้วางแผนได้ตั้งแต่งานริ้วรอยเพียงบางจุด ไปจนถึงคนที่ต้องใช้จำนวนยูนิตมากขึ้นสำหรับกรามหรือหลายบริเวณร่วมกันค่ะ
จุดที่น่าสนใจสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มคือ หากกังวลเพียงจุดเดียวก็มีโปรแกรมเฉพาะจุด ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการเปิดขนาดใหญ่ทันที ส่วนคนที่มีหลายบริเวณหรือกล้ามเนื้อกรามค่อนข้างเด่นก็สามารถขยับไปดูโปรแกรม 50 หรือ 100 ยูนิตตามการประเมินค่ะ
ราคา Aestox
เฉพาะจุด 999 บาท ตามบริเวณและเงื่อนไขของโปรแกรม
50 ยูนิต 3,999 บาท
100 ยูนิต 7,500 บาท
ด้วยช่วงราคานี้ Aestox จึงเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า หรืออยากเริ่มทำจากหนึ่งปัญหาก่อนโดยยังไม่ต้องใช้งบสูงมากค่ะ
Nabota เหมาะกับคนที่สนใจโบท็อกซ์เกาหลีและมีประสบการณ์เดิมกับแบรนด์นี้
Nabota เป็น Botulinum toxin type A ของ Daewoong Pharmaceutical ประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัทมี Nabota หลายขนาดและทำตลาดผลิตภัณฑ์นี้ในหลายประเทศค่ะ
Nabota เป็นอีกตัวที่หลายคนคุ้นชื่ออยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่เคยฉีดมาก่อน หากเคยใช้ Nabota แล้วชอบผลครั้งเดิม เช่น ชอบระดับการขยับของหน้าผาก ชอบผลของกราม หรือรู้สึกว่าผลเข้ากับตัวเองดี สามารถบอกหมอปาล์มมี่ได้ค่ะ ประวัติว่าเคยใช้ตัวไหน จำนวนเท่าไร และชอบหรือไม่ชอบตรงไหน เป็นข้อมูลที่ช่วยวางแผนครั้งต่อไปได้ดีมาก
ราคา Nabota
เฉพาะจุด 999 บาท ตามบริเวณและเงื่อนไขของโปรแกรม
50 ยูนิต 3,999 บาท
100 ยูนิต 7,500 บาท
ที่คลินิก Aestox และ Nabota จึงอยู่ในช่วงราคาเดียวกัน การเลือกระหว่างสองตัวนี้สามารถดูจากความชอบ ประสบการณ์ครั้งก่อน และแผนที่หมอประเมินจากกล้ามเนื้อจริงค่ะ
Allergan เหมาะกับคนที่ต้องการตัวเลือกพรีเมียมและให้ความสำคัญกับประวัติการใช้งาน
Allergan เป็นตัวเลือกในกลุ่มพรีเมียม โดยผลิตภัณฑ์มีสารสำคัญเป็น onabotulinumtoxinA และ Allergan Aesthetics ปัจจุบันอยู่ในเครือ AbbVie ค่ะ
Allergan มีประวัติการใช้ในงานความงามมายาวนานและมีข้อมูลทางคลินิกจำนวนมาก ครอบคลุมงานริ้วระหว่างคิ้ว หางตา และหน้าผาก รวมถึงข้อมูลเรื่องการใช้ยาและความปลอดภัยที่ค่อนข้างละเอียดค่ะ
สำหรับคนที่เคยใช้ Allergan แล้วชอบผลเดิม ให้ความสำคัญกับชื่อแบรนด์ หรืออยากเลือกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียม ตัวนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ อย่างไรก็ตาม ราคาที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเลือก Allergan เพราะการวางตำแหน่งและจำนวนให้เหมาะกับกล้ามเนื้อยังมีผลต่อผลลัพธ์มากเช่นกัน
ราคา Allergan
50 ยูนิต 9,900 บาท
100 ยูนิต 16,900 บาท
Aestox Nabota และ Allergan เลือกตัวไหน
ถ้ามองในแง่ของโปรแกรมที่คลินิกมี Aestox และ Nabota จะอยู่ในช่วงราคาที่เริ่มต้นได้ง่ายกว่า ส่วน Allergan อยู่ในกลุ่มพรีเมียมค่ะ
Aestox เหมาะกับคนที่อยากเริ่มจากงบเข้าถึงง่ายและมีตัวเลือกตั้งแต่เฉพาะจุดไปจนถึง 100 ยูนิต ส่วน Nabota เหมาะทั้งกับคนที่สนใจโบท็อกซ์เกาหลีของ Daewoong และคนที่มีประสบการณ์เดิมกับแบรนด์นี้แล้วชอบผล ขณะที่ Allergan เหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ ประวัติการใช้งาน และข้อมูลทางคลินิกที่สะสมมายาวนานค่ะ
เวลาเลือกจึงไม่ต้องมองแค่คำว่าเกาหลีกับอเมริกา แต่ดูพร้อมกันว่า เรากำลังทำบริเวณไหน ต้องใช้จำนวนประมาณเท่าไร เคยใช้ตัวไหนแล้วชอบหรือไม่ และงบประมาณอยู่ประมาณไหน จะช่วยเลือกได้ง่ายกว่าค่ะ
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ จำนวนที่เรียกว่า “ยูนิต” ของ Botulinum toxin เป็นหน่วยที่ผูกกับผลิตภัณฑ์นั้น จึงไม่ได้นำจำนวนยูนิตของต่างผลิตภัณฑ์มาแปลงเทียบกันแบบตรงตัวค่ะ
50 ยูนิตกับ 100 ยูนิต เลือกอย่างไร
จำนวนยูนิตไม่ได้บอกว่าคนหนึ่งต้องการความตึงมากกว่าอีกคนค่ะ แต่เป็นเรื่องของ บริเวณที่ต้องการทำ ขนาดและแรงของกล้ามเนื้อ และจำนวนตำแหน่งที่ต้องวางยา
คนที่กังวลริ้วเพียงไม่กี่บริเวณอาจใช้จำนวนไม่มาก ขณะที่คนที่ต้องดูแลหลายตำแหน่ง หรือมี Masseter ขนาดค่อนข้างใหญ่ อาจต้องมีจำนวนให้หมอวางแผนได้มากขึ้น
โปรแกรม 50 ยูนิตจึงเหมาะกับแผนระดับหนึ่ง ส่วน 100 ยูนิตเปิดโอกาสให้จัดสรรได้กว้างขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรใช้ให้หมดเหมือนกันค่ะ หมอปาล์มมี่จะดูการทำงานของกล้ามเนื้อก่อนแล้วอธิบายว่าจะใช้ในบริเวณใดบ้าง
สำหรับโปรแกรม Aestox หรือ Nabota 100 ยูนิต ตามโปรโมชั่นปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบของคลินิก มี Fat Bro 1 ขวด และ HIFU 100 Shot ตามเงื่อนไขของรายการค่ะ
แล้วฟิลเลอร์ช่วยใบหน้าในเรื่องไหน
ถ้าโบท็อกซ์เป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์จะเข้ามาช่วยในเรื่องรูปทรง ความอิ่ม และสัดส่วนของใบหน้า ค่ะ
บางคนใต้ตาเป็นร่องจนใบหน้าดูเหนื่อย บางคนคางค่อนข้างสั้นจนช่วงล่างของหน้าดูกลม บางคนขมับหรือแก้มเริ่มเสียความอิ่ม ส่วนบางคนไม่ได้มีส่วนไหนยุบมาก แต่อยากปรับริมฝีปากให้มีทรงและรับกับใบหน้ามากขึ้น
ฟิลเลอร์ที่ใช้ในงานความงามมีหลายรุ่น เพราะตำแหน่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเนื้อเจลแบบเดียวกันค่ะ บริเวณที่ต้องการสร้างรูปทรงจะมีความต้องการต่างจากบริเวณที่เคลื่อนไหวมากหรือบริเวณที่ผิวบาง ดังนั้นการเลือกฟิลเลอร์จึงควรดูถึง รุ่นของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ดูเพียงชื่อแบรนด์
ที่หมอปาล์มมี่คลินิกมีตัวเลือกทั้ง Ex-Filler, Neuramis Deep, Neuramis Volume และ Restylane เพื่อให้เลือกตามตำแหน่ง ผลที่ต้องการ และงบประมาณค่ะ
ฟิลเลอร์คางช่วยให้สัดส่วนใบหน้าดูเปลี่ยนได้อย่างไร
คางเป็นตำแหน่งที่มีผลกับรูปหน้ามากกว่าที่หลายคนคิดค่ะ คนที่คางค่อนข้างสั้นหรือถอย เมื่อมองหน้าตรงอาจรู้สึกว่าช่วงล่างของหน้ากลม และเมื่อมองด้านข้างสัดส่วนระหว่างจมูก ริมฝีปาก และคางอาจดูไม่ต่อเนื่องกัน
การเติมคางในปริมาณที่พอดีสามารถช่วยเพิ่มความยาวหรือปรับแนวของคาง ทำให้ช่วงล่างของใบหน้าดูมีสัดส่วนขึ้น และในบางคนทำให้หน้าดูเรียวขึ้นโดยที่กรามไม่ได้ถูกเปลี่ยนเลยค่ะ
แต่คางไม่ได้มีทรงเดียวที่สวยกับทุกคน หมอปาล์มมี่จะดูความยาวใบหน้า จมูก ริมฝีปาก กราม และคางเดิมร่วมกัน เพื่อให้คางใหม่ยังดูเป็นส่วนหนึ่งของหน้าเดิม ไม่ยาวหรือแหลมจนเด่นแยกออกมาค่ะ
ฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยให้หน้าดูสดขึ้นในคนที่มีร่องเหมาะกับการเติม
บริเวณใต้ตามีผลต่อความสดของใบหน้าค่อนข้างมาก เพราะเมื่อมีร่องหรือเงาชัด ต่อให้นอนพอ ใบหน้าก็อาจยังดูเหนื่อยค่ะ
หากต้นเหตุหลักมาจากร่องหรือวอลลุ่มที่ลดลงในตำแหน่งที่เหมาะกับการเติม ฟิลเลอร์สามารถช่วยให้รอยต่อระหว่างใต้ตากับแก้มดูนุ่มขึ้น เงาดูลดลง และใบหน้าดูสดขึ้นได้
งานใต้ตาต้องดูละเอียดกว่าการเห็นคำว่า “ใต้ตาลึก” แล้วเติมทันที เพราะบางคนมีถุงใต้ตา บางคนมีความคล้ำของสีผิว บางคนมีแก้มส่วนกลางยุบร่วมด้วย และบางคนมีหลายอย่างพร้อมกันค่ะ หมอจึงต้องดูทั้งใต้ตาและบริเวณรอบ ๆ ก่อนเลือกทั้งตำแหน่ง ปริมาณ และรุ่นของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ปากไม่ได้มีไว้ทำให้ปากใหญ่เพียงอย่างเดียว
คนที่สนใจฟิลเลอร์ปากไม่ได้อยากได้ริมฝีปากใหญ่มากทุกคนค่ะ บางคนต้องการเพียงเพิ่มความอิ่มเล็กน้อย บางคนอยากให้ขอบปากชัดขึ้น บางคนอยากปรับสัดส่วนของริมฝีปากบนกับล่าง หรืออยากให้รูปทรงเข้ากับคางและใบหน้ามากขึ้น
ความสวยของปากจึงไม่ได้วัดจากจำนวน cc อย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าของเดิมมีรูปทรงแบบไหน และเจ้าของใบหน้าชอบผลประมาณไหน หมอปาล์มมี่จะคุยเรื่องทรงและระดับความอิ่มก่อน เพื่อไม่ให้ทำแล้วปากเด่นเกินส่วนอื่นของใบหน้าค่ะ
Ex-Filler เหมาะกับคนที่อยากเริ่มฟิลเลอร์ในงบที่เข้าถึงง่าย
Ex-Filler เป็นตัวเลือกฟิลเลอร์ในโปรแกรมของคลินิกที่อยู่ในกลุ่มราคาเริ่มต้น เหมาะกับคนที่อยากเริ่มปรับรูปหน้าทีละจุด หรือมีงบประมาณที่อยากควบคุมไว้ก่อนค่ะ
จุดเด่นของตัวเลือกกลุ่มนี้ในบทความจึงไม่ใช่การพยายามบอกว่าเนื้อเจลเหนือกว่ารุ่นอื่น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่อยากเริ่มจาก 1 cc สามารถคุยกับหมอว่าปริมาณนี้จะนำไปใช้ตรงไหนแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงกับใบหน้ามากที่สุด
หากต้องการดูแลมากกว่าหนึ่งตำแหน่งหรือหมอประเมินว่าต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้น ก็มีโปรแกรม 2 cc ที่ช่วยให้วางแผนได้กว้างขึ้นค่ะ
ราคา Ex-Filler
1 cc ราคา 3,699 บาท
2 cc ราคา 6,900 บาท
Neuramis Deep เหมาะกับงานที่ต้องการรูปทรงชัดขึ้นตามตำแหน่ง
Neuramis เป็นตระกูล Hyaluronic Acid filler ของ Medytox ประเทศเกาหลี และมีหลายรุ่นสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน โดย Neuramis Deep เป็นหนึ่งในรุ่นของตระกูลนี้ค่ะ
Neuramis Deep มีข้อมูลทางคลินิกในงานแก้ร่อง Nasolabial และมีการศึกษาเปรียบเทียบกับ Restylane จึงเป็นผลิตภัณฑ์ HA filler ที่มีข้อมูลทางคลินิกรองรับค่ะ
สำหรับการใช้จริงที่คลินิก หมอปาล์มมี่จะดูว่าลักษณะของรุ่นเหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการสร้างรูปทรงหรือเติมร่องนั้นหรือไม่ ไม่ใช้เพียงชื่อ Deep แล้วนำไปใช้เหมือนกันทุกตำแหน่งค่ะ
ราคา Neuramis Deep
1 cc ราคา 4,299 บาท
2 cc ราคา 8,000 บาท
Neuramis Volume เหมาะกับแผนที่ต้องการคืนความอิ่มและวอลลุ่ม
Neuramis Volume เป็นอีกรุ่นหนึ่งของตระกูล Neuramis โดยรุ่น Volume ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับงานที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่มมากขึ้น และเป็นผลิตภัณฑ์คนละรุ่นกับ Neuramis Deep ค่ะ
เมื่อแผนของใบหน้าต้องการเพิ่มความอิ่มมากกว่าการสร้างรายละเอียดเฉพาะจุด รุ่น Volume จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หมอสามารถพิจารณาได้ตามตำแหน่งจริงค่ะ
สิ่งสำคัญคือคำว่า Volume ไม่ได้แปลว่าจะต้องเติมปริมาณมาก แต่หมายถึงลักษณะและหน้าที่ของผลิตภัณฑ์ที่ต่างจากรุ่นอื่นในตระกูลเดียวกัน หมอจะดูว่าส่วนใดต้องการความอิ่ม และควรใช้ปริมาณเท่าไรจึงจะดูพอดีกับหน้าเดิมค่ะ
ราคา Neuramis Volume
1 cc ราคา 4,999 บาท
2 cc ราคา 9,000 บาท
Restylane เหมาะกับคนที่ต้องการตัวเลือกฟิลเลอร์พรีเมียมและมีหลายรุ่นให้เลือกตามตำแหน่ง
Restylane เป็นตระกูล Hyaluronic Acid filler ของ Galderma ที่มีประวัติการใช้งานมายาวนานและมีผลิตภัณฑ์หลายรุ่น โดยแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติของเจลและจุดประสงค์แตกต่างกันค่ะ
จุดสำคัญของ Restylane จึงไม่ใช่เพียงคำว่าเป็นแบรนด์พรีเมียม แต่คือการมีหลายตัวเลือกภายในตระกูลเดียวกัน ทำให้แพทย์สามารถเลือกรุ่นให้เหมาะกับตำแหน่งและลักษณะงานมากขึ้น เช่น บางงานต้องการรูปทรง บางงานต้องการความกลมกลืน และบางตำแหน่งต้องคำนึงถึงการเคลื่อนไหวของใบหน้ามากเป็นพิเศษค่ะ
ดังนั้นถ้าเลือก Restylane ที่คลินิก หมอปาล์มมี่จะดูรุ่นที่มีและเลือกให้เข้ากับตำแหน่ง ไม่ได้ใช้คำว่า “Restylane” แล้วถือว่าเหมาะกับทุกบริเวณเหมือนกันค่ะ
ราคา Restylane
1 cc ราคา 12,900 บาท
2 cc ราคา 24,000 บาท
Ex-Filler Neuramis และ Restylane เลือกอย่างไร
ถ้ามองเรื่องราคาอย่างเดียว Ex-Filler จะเริ่มต้นต่ำที่สุด ตามด้วย Neuramis และ Restylane แต่การเลือกฟิลเลอร์ไม่ควรจบแค่ตัวไหนถูกกว่าหรือแพงกว่าค่ะ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ ตำแหน่งที่ต้องการทำต้องการเนื้อเจลลักษณะแบบไหน
คนที่อยากเริ่มจาก 1 cc และให้ความสำคัญกับงบประมาณอาจสนใจ Ex-Filler ก่อน ส่วนคนที่ต้องการตัวเลือก HA filler ของ Medytox มีทั้ง Neuramis Deep และ Volume ซึ่งเป็นคนละรุ่นและเหมาะกับแผนต่างกัน ขณะที่ Restylane เหมาะกับคนที่ต้องการตัวเลือกในกลุ่มพรีเมียมและต้องการให้หมอเลือกจากตระกูลผลิตภัณฑ์ที่มีหลายรุ่นค่ะ
จึงไม่มีความจำเป็นว่าทำใต้ตาต้องแพงที่สุด ทำคางต้องใช้รุ่นแข็งที่สุด หรือทำปากต้องใช้ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งเสมอไป การเลือกต้องดูผลิตภัณฑ์รุ่นจริง ลักษณะของใบหน้า และผลที่เจ้าของใบหน้าต้องการร่วมกันค่ะ
ฟิลเลอร์ 1 cc กับ 2 cc ต่างกันอย่างไร
หนึ่งซีซีดูเหมือนเป็นปริมาณเล็กมาก แต่ถ้าใช้ถูกตำแหน่งก็สามารถเปลี่ยนสัดส่วนของใบหน้าได้ชัดค่ะ โดยเฉพาะคนที่ต้องการแก้เพียงหนึ่งจุด เช่น คาง หรือบางตำแหน่งที่ขาดวอลลุ่มไม่มาก
ส่วน 2 cc ทำให้หมอมีพื้นที่ในการวางแผนมากขึ้น เช่น แบ่งดูแลสองบริเวณที่สัมพันธ์กัน หรือใช้ในบริเวณที่ต้องการปริมาณมากกว่า 1 cc ตามกายวิภาค
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คิดก่อนว่า “อยากได้ 2 cc เพราะคุ้มกว่า” แต่ควรดูว่าถ้าใช้ 2 cc แล้ว แต่ละซีซีจะทำหน้าที่อะไร ค่ะ หากหนึ่งซีซีเพียงพอสำหรับสิ่งที่ต้องการ การเติมเพิ่มเพียงเพราะมีแพ็กเกจไม่ได้ทำให้ผลสวยขึ้นโดยอัตโนมัติ
ทำโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์พร้อมกันได้ไหม
บางใบหน้ามีทั้งปัญหาจากกล้ามเนื้อและจากสัดส่วนพร้อมกันค่ะ เช่น กล้ามเนื้อกรามค่อนข้างเด่นและคางค่อนข้างสั้น หรือมีริ้วจากการแสดงสีหน้าร่วมกับใต้ตาที่เป็นร่อง
ในลักษณะนี้ โบท็อกซ์และฟิลเลอร์สามารถมีหน้าที่คนละส่วน โบท็อกซ์ลดแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนฟิลเลอร์ปรับสัดส่วนหรือเติมสิ่งที่ขาด จึงสามารถอยู่ในแผนเดียวกันได้เมื่อหมอประเมินว่าเหมาะค่ะ
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เข้ามาต้องทำสองอย่างพร้อมกัน บางคนแก้กรามเพียงอย่างเดียวก็รู้สึกว่าหน้าดูดีขึ้นมากแล้ว บางคนปรับคางเพียง 1 cc ก็ได้สัดส่วนที่พอใจ และบางคนอาจค่อย ๆ ทำทีละส่วนเพื่อดูผลก่อนค่ะ
ฟิลเลอร์ 2 กล่อง รับ Aestox 50 ยูนิต
ตามโปรโมชั่นปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบของคลินิก ฟิลเลอร์ 2 กล่อง รับ Aestox 50 ยูนิต ตามเงื่อนไขของรายการค่ะ
โปรแกรมลักษณะนี้เหมาะกับคนที่มีทั้งส่วนที่ต้องการปรับด้วยฟิลเลอร์และมีริ้วหรือกล้ามเนื้อที่เหมาะกับโบท็อกซ์ร่วมกัน เพราะสามารถวางสองหัตถการให้ทำหน้าที่คนละส่วนของใบหน้าได้
หมอปาล์มมี่จะดูก่อนว่า 50 ยูนิตควรนำไปใช้ตรงไหน เช่น งานริ้วรอย กราม หรือแบ่งตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยรูปแบบเดียวกันทุกคนค่ะ
ถ้ามีงบประมาณจำกัด ควรเริ่มจากอะไรก่อน
การเริ่มทำงานปรับรูปหน้าไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทั้งหน้าในครั้งเดียวค่ะ วิธีที่ง่ายกว่าคือเลือกก่อนว่า อะไรคือจุดที่รบกวนเรามากที่สุด
ถ้ารอยขมวดทำให้สีหน้าดูเคร่ง อาจเริ่มจากโบท็อกซ์เฉพาะจุด 999 บาท หากกล้ามเนื้อกรามเป็นสาเหตุหลักของหน้าที่ดูกว้าง อาจเริ่มจากการประเมินโปรแกรม 50 หรือ 100 ยูนิต ส่วนคนที่รู้สึกว่ารูปหน้าดูกลมเพราะคางสั้น อาจเริ่มดูฟิลเลอร์คางเพียง 1 cc ก่อนก็ได้ค่ะ
ถ้าปัญหาหลักคือใต้ตาหรือใบหน้าดูเหนื่อย ก็เริ่มประเมินว่าสาเหตุเหมาะกับฟิลเลอร์หรือไม่ แล้วจึงเลือกผลิตภัณฑ์ตามบริเวณและงบประมาณ
วิธีนี้ทำให้เราได้เห็นว่า การเปลี่ยนเพียงหนึ่งจุดส่งผลกับทั้งใบหน้ามากแค่ไหน ก่อนค่อยตัดสินใจว่าต้องการทำอะไรเพิ่มค่ะ
ยี่ห้อสำคัญ แต่คนที่ประเมินและวางตำแหน่งก็สำคัญไม่แพ้กัน
โบท็อกซ์ขวดเดียวกันสามารถให้ผลต่างกันได้เมื่อใช้จำนวนและตำแหน่งต่างกัน และฟิลเลอร์กล่องเดียวกันก็สามารถให้รูปทรงต่างกันได้ตามชั้น ตำแหน่ง และปริมาณที่วางค่ะ
เพราะฉะนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีควรมาคู่กับการดูใบหน้าจริงว่า ควรลดตรงไหน เติมตรงไหน และควรหยุดตรงไหน
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน หมอปาล์มมี่เป็นผู้พูดคุยและประเมินเองก่อนทำ หากต้องการผลธรรมชาติ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงชัด หรือมีบางส่วนที่ไม่อยากให้เปลี่ยน สามารถบอกหมอได้ตรง ๆ รวมถึงเรื่องงบประมาณด้วยค่ะ
หมอจะช่วยดูว่าจากสิ่งที่กังวลทั้งหมด จุดไหนควรให้ความสำคัญก่อน และผลิตภัณฑ์ในช่วงราคาใดสามารถนำมาใช้กับตำแหน่งนั้นได้เหมาะที่สุด
ก่อนทำสามารถดูผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงได้
ก่อนทำ ลูกค้าสามารถตรวจสอบ ชื่อผลิตภัณฑ์ รุ่น ขนาด เลขล็อต และวันหมดอายุ ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ค่ะ
สำหรับโบท็อกซ์จะมีการแจ้งแบรนด์และจำนวนยูนิตตามแผน ส่วนฟิลเลอร์สามารถดูตัวกล่องและผลิตภัณฑ์ก่อนเปิดใช้ เพื่อให้รู้ว่ากำลังใช้ยี่ห้ออะไร รุ่นใด และปริมาณเท่าไร
กล่องผลิตภัณฑ์สามารถเก็บกลับไปเป็นข้อมูลตามนโยบายของคลินิก ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาทำครั้งต่อไป เพราะสามารถย้อนดูได้ว่าครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์อะไร จำนวนเท่าไร และชอบผลลัพธ์ครั้งนั้นมากน้อยแค่ไหนค่ะ
คนที่กลัวเข็มสามารถบอกหมอก่อนได้
หลายคนอยากทำแต่ติดอยู่ตรงความกลัวเจ็บค่ะ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยฉีดอะไรบนใบหน้ามาก่อน
หมอปาล์มมี่มีจังหวะการทำที่ละเอียดและไม่รีบ สามารถบอกได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มว่ากลัวเข็มหรือกังวลเรื่องความเจ็บ เพื่อให้ค่อย ๆ ทำไปตามตำแหน่งที่วางไว้ การได้คุยกับหมอที่เป็นคนลงมือทำจริงตั้งแต่ก่อนเริ่มยังช่วยให้ไม่ต้องกังวลว่า สิ่งที่บอกไว้กับคนหนึ่งจะถูกส่งต่อไปอีกคนแล้วเข้าใจไม่ตรงกันค่ะ
สรุป โบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ และเลือกยี่ห้อไหนดี
ถ้าสิ่งที่อยากแก้เกิดจาก แรงกล้ามเนื้อ เช่น ริ้วหน้าผาก รอยขมวด หางตา หรือกรามที่เด่นจากกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์จะเป็นกลุ่มที่ควรเริ่มดู โดยที่หมอปาล์มมี่คลินิกมี Aestox, Nabota และ Allergan ให้เลือกหลายระดับราคา
Aestox และ Nabota เริ่มได้ตั้งแต่โปรแกรมเฉพาะจุด 999 บาท และมี 50 ยูนิต 3,999 บาท หรือ 100 ยูนิต 7,500 บาท ส่วน Allergan อยู่ในกลุ่มพรีเมียมที่ 50 ยูนิต 9,900 บาท และ 100 ยูนิต 16,900 บาทค่ะ
หากสิ่งที่อยากแก้เป็นเรื่อง ความยุบ ความสั้น หรือรูปทรงของใบหน้า ฟิลเลอร์จะเข้ามามีบทบาทมากกว่า โดยมี Ex-Filler เริ่ม 3,699 บาทต่อ 1 cc, Neuramis Deep 4,299 บาท, Neuramis Volume 4,999 บาท และ Restylane 12,900 บาทต่อ 1 cc พร้อมโปรแกรม 2 cc ของแต่ละตัวตามรายละเอียดที่กล่าวไปค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ตัวไหนแพงที่สุด” แต่เริ่มจาก สิ่งที่อยากให้ใบหน้าดีขึ้นคืออะไร แล้วค่อยเลือกผลิตภัณฑ์และงบประมาณให้เข้ากับสิ่งนั้น
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน สามารถเข้ามาคุยกับหมอปาล์มมี่โดยตรงว่า ตอนนี้กังวลเรื่องไหน อยากให้ใบหน้าดูเปลี่ยนประมาณไหน เคยฉีดอะไรมาแล้วหรือไม่ และมีงบประมาณประมาณเท่าไร หมอจะดูทั้งรูปหน้า สัดส่วน และการทำงานของกล้ามเนื้อ ก่อนช่วยเลือกว่าควรเริ่มจากโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือบางครั้งเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอค่ะ
เพราะผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนยูนิตหรือจำนวนซีซีที่ใช้มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่ทำไปช่วยแก้จุดที่รบกวนเราได้ตรงแค่ไหน และหลังทำแล้วใบหน้าดูสดขึ้น ละมุนขึ้น ได้สัดส่วนขึ้น โดยยังเป็นหน้าเดิมที่เราชอบค่ะ
Botulinum toxin และฟิลเลอร์เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ ผลลัพธ์ จำนวนยูนิต ปริมาณฟิลเลอร์ ระยะเวลา และความเหมาะสมแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ ตำแหน่ง กายวิภาค และการตอบสนองของแต่ละบุคคล ราคาและโปรโมชั่นเป็นไปตามเงื่อนไขของคลินิกในช่วงเวลานั้นค่ะ
สอบถามหรือประเมินก่อนรับบริการ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการประเมินก่อนตัดสินใจรับบริการ