สิว รอยสิว และหลุมสิวต่างกันอย่างไร ควรเริ่มดูแลตรงไหน | หมอปาล์มมี่คลินิก ลำพูน
สิวคือปัญหาที่ยังเกิดอยู่ รอยสิวคือสีแดงหรือสีคล้ำที่เหลือหลังสิว ส่วนหลุมสิวคือโครงสร้างผิวที่ยุบลง หากมีหลายอย่างพร้อมกันควรเริ่มจากควบคุมสิวใหม่ก่อน แล้วค่อยดูแลรอยและวางแผนหลุมตามชนิด บทความนี้ช่วยแยกสิวอุดตัน สิวอักเสบ รอยแดง รอยดำ และหลุมแบบ rolling, boxcar, ice-pick พร้อมแนวทางดูแลโดยหมอปาล์มมี่ค่ะ
สิว รอยสิว และหลุมสิวไม่ใช่ปัญหาเดียวกันค่ะ ถึงจะเกิดอยู่บนหน้าเดียวกันและบางครั้งมาจากสิวเม็ดเดียวกัน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผิวคนละอย่างกันเลย และนี่เป็นจุดแรกที่อยากให้เข้าใจก่อน เพราะพอแยกสามอย่างนี้ออก เราจะเริ่มรู้ทันทีว่า ตอนนี้ควรหยุดสิวใหม่ก่อน ดูแลรอยที่เหลืออยู่ หรือถึงเวลาจัดการหลุมสิวแล้ว
สิวคือช่วงที่ผิวยังมีการอุดตันหรืออักเสบอยู่ อาจเป็นหัวเล็ก ๆ ใต้ผิว สิวหัวดำ สิวแดง สิวหนอง หรือก้อนอักเสบลึก ส่วนรอยสิวคือสีแดง ชมพู น้ำตาล หรือคล้ำที่เหลือหลังเม็ดสิวยุบไปแล้ว โดยผิวบริเวณนั้นยังค่อนข้างเรียบ ขณะที่หลุมสิวต่างออกไป เพราะสิ่งที่เสียไปไม่ได้มีเพียงสี แต่เป็น โครงสร้างของผิวและคอลลาเจน จนเกิดแอ่งหรือพื้นผิวไม่เรียบค่ะ
ถ้ามีครบทั้งสามอย่างบนหน้า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนมักเป็น สิวที่ยังเกิดใหม่ เพราะทุกเม็ดที่ยังอักเสบอยู่มีโอกาสสร้างรอยใหม่ และสิวอักเสบลึกบางเม็ดก็สามารถทิ้งหลุมเพิ่มได้ ต่อให้เรากำลังเสียเงินดูแลรอยหรือหลุมเก่าอยู่ก็ตาม แนวทางรักษาสิวจึงไม่ได้มองแค่การทำให้เม็ดที่เห็นวันนี้ยุบ แต่ให้ความสำคัญกับการลดการอุดตันและการอักเสบใหม่อย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน หมอจะเริ่มจากดูให้ก่อนว่าตอนนี้สิวหลักเป็นแบบไหน ผิวมันหรือแห้งง่าย มีการระคายเคืองร่วมไหม รอยที่เห็นเป็นรอยแดงหรือรอยดำ และมีหลุมจริงมากน้อยเพียงใด แล้วค่อยเลือกว่าจะเน้นยารักษาสิว โปรแกรมฉีด Hestina Skin Booster ทรีตเมนต์สิว การกดสิว หรืองานเก็บรอยและหลุมในลำดับไหนค่ะ
สิว รอยสิว และหลุมสิว ดูต่างกันอย่างไร
ถ้าสิ่งที่เห็น นูนขึ้น มีหัว อุดตัน แดง เจ็บ หรือมีหนอง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มของสิวค่ะ สิวเองมีหลายระดับ ตั้งแต่สิวอุดตันที่ยังไม่แดง ไปจนถึงสิวอักเสบและก้อนลึกใต้ผิว ซึ่งยิ่งมีการอักเสบมาก โอกาสทิ้งรอยและแผลเป็นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เมื่อสิวเม็ดนั้นสงบแล้ว ถ้าเหลือเพียงสีแดง ชมพู น้ำตาล หรือคล้ำ และใช้นิ้วลูบแล้วยังรู้สึกว่าผิวค่อนข้างเรียบ สิ่งนั้นคือ รอยหลังสิว ยังไม่ใช่หลุมค่ะ
ส่วนหลุมสิวจะเห็นชัดเวลามีแสงเฉียงหรือมองด้านข้าง เพราะระดับผิวไม่เท่ากันแล้ว บางหลุมกว้างและตื้น บางหลุมมีขอบชัด และบางจุดเป็นรูเล็กแต่ลึกลงไปมาก
บนหน้าเดียวสามารถมีทั้งหมดพร้อมกันได้ค่ะ ดังนั้นการเรียกทุกอย่างว่า “สิว” แล้วใช้วิธีเดียวจัดการทั้งหน้า จึงไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าการแยกก่อนว่าอะไรยังเกิดอยู่และอะไรเป็นสิ่งที่สิวทิ้งไว้แล้ว
ถ้ามีทั้งสิว รอย และหลุมพร้อมกัน ควรเริ่มจากอะไร
โดยทั่วไปให้เริ่มจาก สิวที่ยังเกิดใหม่ก่อนค่ะ
เหตุผลง่ายมาก ถ้าเดือนนี้เรากำลังทำหลุมเก่า แต่ในเวลาเดียวกันยังมีสิวอักเสบใหม่ขึ้นทุกสัปดาห์ เราก็ยังมีโอกาสได้รอยและหลุมชุดใหม่มาเพิ่มเรื่อย ๆ
จึงไม่จำเป็นต้องรีบทำทุกอย่างพร้อมกันค่ะ ช่วงแรกอาจเน้นคุมการอุดตันและการอักเสบก่อน เมื่อสิวเริ่มคงที่จึงค่อยขยับน้ำหนักไปที่รอยแดง รอยดำ และพื้นผิว
ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรอจนไม่มีสิวขึ้นอีกแม้แต่เม็ดเดียวนะคะ แต่ควรควบคุมให้อยู่ในระดับที่ ไม่ได้สร้างความเสียหายใหม่เร็วกว่าสิ่งที่เรากำลังแก้ของเก่าค่ะ
สิวอุดตันกับสิวอักเสบต้องดูแลต่างกัน
สิวอุดตันมักเห็นเป็นหัวขาว หัวดำ หรือเม็ดเล็ก ๆ อยู่ใต้ผิว บางเม็ดยังไม่เจ็บและไม่แดง เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่แค่เอาหัวที่เห็นออก แต่ต้องลดโอกาสเกิดการอุดตันใหม่ด้วย
ส่วนสิวอักเสบจะมีความแดง บวม เจ็บ หรือเป็นหนอง บางคนมีสิวอักเสบก้อนลึกซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องรีบควบคุมมากขึ้น เพราะการอักเสบยิ่งลึก โอกาสเกิดรอยและแผลเป็นก็ยิ่งมากค่ะ
หมอปาล์มมี่จึงจะดูทั้งชนิดสิว ตำแหน่งที่ขึ้นซ้ำ ความมัน ความแห้ง สกินแคร์ ยาที่ใช้อยู่ และระดับความแข็งแรงของผิว ไม่ได้ดูเฉพาะจำนวนเม็ด เพราะบางคนหน้ามีสิวไม่เยอะ แต่เกราะผิวเสีย แสบง่าย ลอกง่าย และใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวแทบไม่ได้ แบบนี้แผนก็ต้องต่างจากคนที่ผิวทนดีค่ะ
Hestina Skin Booster คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจในคนที่มีสิวและผิวอ่อนแอ
ตรงนี้เป็นอีกทางเลือกที่หมอปาล์มมี่คลินิกมีสำหรับงานผิวเป็นสิวค่ะ คือ โปรแกรม Hestina Skin Booster
Hestina ไม่ได้ถูกวางมาเป็นแค่ผลิตภัณฑ์ที่สนใจ “ทำให้สิวเม็ดหนึ่งยุบ” แต่ข้อมูลผลิตภัณฑ์วางไว้สำหรับกลุ่ม ผิวเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง ผิวแห้ง และคนที่ต้องการฟื้นสภาพผิว พร้อมทั้งเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ความแข็งแรงของผิว ความเรียบของผิว และความกระจ่างใสค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจคือคนที่รักษาสิวมานานบางคนไม่ได้มีเพียงเม็ดสิวอย่างเดียวแล้วค่ะ ผิวอาจแห้งจากยา ลอกง่าย แต่งหน้าไม่ค่อยติด มีรอยแดงเต็มหน้า และรู้สึกว่าผิวไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน การวางแผนจึงไม่ได้มีแต่คำว่า “ทำให้สิวยุบ” แต่ต้องคิดด้วยว่า จะทำอย่างไรให้สภาพผิวดีพอที่จะรักษาต่อได้
นี่เป็นจุดที่ Hestina มีคาแรกเตอร์ต่างจากการกดสิวหรือการใช้ยารักษาสิวอย่างเดียวค่ะ
Hestina มีส่วนประกอบอะไร และแต่ละตัวช่วยเรื่องผิวอย่างไร
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ Hestina มีส่วนประกอบเด่นอย่าง Nano Capsule Peptide Complex, Sodium Hyaluronate และ Niacinamide หรือ Vitamin B3 ซึ่งทำให้ตัวผลิตภัณฑ์มีภาพของการดูแลทั้งความชุ่มชื้น เกราะผิว และผิวที่มีปัญหาสิวพร้อมกันค่ะ
Sodium Hyaluronate เป็นสารในกลุ่มไฮยาลูโรเนตที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องการจับและกักเก็บน้ำ จึงเหมาะกับโจทย์ผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือผิวที่ดูไม่อิ่มฟู
ส่วน Niacinamide หรือ Vitamin B3 เป็นสารที่มีข้อมูลด้านผิวค่อนข้างกว้าง ทั้งเรื่อง skin barrier ความกระจ่างใส และการดูแลผิวที่มีการอักเสบ จึงเป็นส่วนประกอบที่เข้ากับแนวคิดการดูแลผิวเป็นสิวควบคู่กับการฟื้นสภาพผิวได้ดีค่ะ
ส่วน Nano Capsule Peptide Complex เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบเด่นที่ใช้ใน Hestina สำหรับการดูแลและฟื้นสภาพผิวค่ะ
ดังนั้นถ้าจะอธิบาย Hestina แบบเข้าใจง่าย มันจึงไม่ใช่แนว “ฉีดให้สิวแห้งอย่างเดียว” แต่เป็นงานผิวสำหรับคนที่อยากดูแลสิวไปพร้อมกับเรื่องความชุ่มชื้น ความแข็งแรง และภาพรวมของผิวค่ะ
คนแบบไหนที่ Hestina น่าสนใจ
กลุ่มแรกคือคนที่ มีสิวและรู้สึกว่าผิวตัวเองอ่อนแอไปพร้อมกัน เช่น แห้งง่าย ลอก ใช้ยาหลายตัวแล้วระคาย หรือผิวไม่ค่อยทนเหมือนเดิม
อีกกลุ่มคือคนที่สิวไม่ได้หนักมาก แต่มีทั้งรอย ผิวหมอง ผิวขาดน้ำ รูขุมขนดูเด่น หรือแต่งหน้าแล้วไม่ค่อยสวย ซึ่งเป็นกลุ่มปัญหาที่อยู่ในแนวการดูแลของ Hestina เช่นกันค่ะ
และอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือคนที่อยู่ในช่วง สิวเริ่มสงบ แต่สภาพผิวยังไม่กลับมาดี เม็ดใหม่ลดลงแล้ว แต่ผิวยังดูเหนื่อย แห้ง มีรอย และอยากเริ่มฟื้นภาพรวมก่อนขยับไปทำงานหลุมที่จริงจังกว่า
ตรงนี้หมอจะเป็นคนดูว่า Hestina ควรเป็นตัวหลักในช่วงนั้น หรือควรใช้ร่วมกับการรักษาสิวด้านอื่นค่ะ เพราะถ้ายังมีสิวอักเสบมากหรือเป็นสิวรุนแรง ยารักษาสิวมาตรฐานก็ยังมีบทบาทสำคัญและไม่ควรถูกแทนด้วย Skin Booster อย่างเดียวค่ะ
ราคา Hestina ที่หมอปาล์มมี่คลินิก
โปรแกรม Hestina ของคลินิกปัจจุบันมี
Hestina 3 cc ราคา 3,100 บาท
Hestina 6 cc ราคา 5,900 บาท
จำนวนที่เหมาะไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกคนค่ะ เพราะต้องดูพื้นที่ที่อยากดูแล สภาพผิว และเป้าหมายว่าครั้งนั้นกำลังเน้นสิว สภาพผิว หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
เวลามาปรึกษาสามารถบอกหมอปาล์มมี่ตรง ๆ ได้เลยว่า สิ่งที่รบกวนที่สุดตอนนี้คือ สิวใหม่ รอยแดง ความแห้ง รูขุมขน หรือผิวโดยรวมที่ดูไม่แข็งแรง แล้วค่อยเลือกปริมาณให้สัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการดูแลค่ะ
Hestina กับยารักษาสิว ไม่ใช่ว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
จุดนี้สำคัญค่ะ เพราะสิวเป็นโรคผิวหนังที่มีหลายกลไก ทั้งการอุดตัน ความมัน การอักเสบ และปัจจัยอื่นร่วมกัน การรักษาจึงไม่ควรฝากไว้กับผลิตภัณฑ์ตัวเดียว
ยาทารักษาสิวบางกลุ่มช่วยเรื่องการอุดตัน บางกลุ่มช่วยลดเชื้อและการอักเสบ ส่วนในสิวระดับมากอาจต้องพิจารณายารับประทานค่ะ
Hestina จึงมีพื้นที่ของมันในฐานะ งานดูแลสภาพผิวและผิวเป็นสิว แต่ถ้าต้นเหตุหลักยังต้องการยา หมอก็จะใช้ยาให้ตรงกับปัญหาค่ะ
บางคนจึงอาจมีทั้งยารักษาสิวสำหรับควบคุมเม็ดใหม่ และใช้ Hestina เพื่อดูแลสภาพผิวไปพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องบังคับให้หนึ่งอย่างทำหน้าที่แทนทุกอย่างค่ะ
ทรีตเมนต์สิว 10 ขั้นตอน เป็นอีกตัวช่วยสำหรับคนที่อยากจัดการผิวให้ครบขึ้น
นอกจาก Hestina แล้ว ที่คลินิกยังมี ทรีตเมนต์รักษาสิว 10 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะมากกับคนที่มีทั้งสิวอุดตัน ความมัน สิ่งตกค้างบนผิว และอยากดูแลผิวระหว่างแผนรักษาค่ะ
โปรแกรมเริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดผิวด้วย Milky Cleansing และ Whitening Scrub จากนั้นกดสิวเฉพาะหัวที่เหมาะตามจำนวนสิว ไม่ได้กดทุกเม็ดแบบไม่เลือกค่ะ
ต่อด้วย AHA ประมาณ 10 นาที เพื่อช่วยดูแลเซลล์ผิวชั้นนอกและการอุดตัน จากนั้นใช้ Aloe Vera Gel ร่วมกับหัวความเย็นเพื่อให้ผิวรู้สึกสบายขึ้น มีการดูแลใต้ตา RF บริเวณกรอบหน้า กัวซา และอีกหนึ่งขั้นตอนเด่นของสูตรสิวคือ LED แสงสีฟ้าประมาณ 10 นาที
Blue light มีข้อมูลการใช้เป็นตัวเสริมในสิว โดยสัมพันธ์กับ Cutibacterium acnes และการอักเสบ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉายแสงครั้งเดียวแล้วสิวจะหายทั้งหมดค่ะ จึงเหมาะที่สุดเมื่ออยู่ในแผนที่ดูทั้งสิวอุดตัน ยา และสภาพผิวร่วมกัน
ปิดท้ายด้วย Clay Mask สำหรับผิวเป็นสิว ทำให้ทรีตเมนต์สูตรนี้ไม่ได้เป็นแค่ “กดสิว” แต่เป็นการดูแลผิวตลอดหนึ่งชั่วโมงค่ะ
ราคาทรีตเมนต์สิว
1 ครั้ง 999 บาท
3 ครั้ง 2,900 บาท
6 ครั้ง 5,600 บาท
คนที่ยังไม่เคยทำสามารถเริ่มครั้งเดียวก่อนได้ค่ะ ส่วนคนที่มีสิวอุดตันและต้องการวางแผนดูแลต่อเนื่องจึงค่อยเลือกแพ็กหลายครั้ง
กดสิวช่วยได้ แต่กดอย่างเดียวไม่พอ
การกดสิวมีประโยชน์มากกับ สิวอุดตันที่หัวพร้อมออก ค่ะ เพราะสามารถเอาสิ่งอุดตันที่ค้างอยู่ใต้ผิวออก ทำให้เม็ดลดลงและพื้นผิวดูเรียบขึ้นเร็ว
แต่สิ่งที่การกดทำไม่ได้คือ หยุดการสร้างหัวใหม่
ถ้ากระบวนการอุดตันยังเกิดเหมือนเดิม วันนี้กดหมด อีกช่วงหนึ่งก็กลับมาใหม่ได้ จึงควรมองการกดสิวเป็นหนึ่งส่วนของแผน มากกว่าคิดว่ากดหมดแล้วรักษาจบค่ะ
และไม่ใช่สิวทุกเม็ดควรถูกบีบ โดยเฉพาะสิวอักเสบแดง เจ็บ หรือก้อนลึก การพยายามกดเม็ดเหล่านี้แรง ๆ อาจเพิ่มการบาดเจ็บและรอยตามหลังได้
ที่คลินิกจึงเน้นเลือกหัวที่เหมาะ ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องกดออกให้ได้มากที่สุดค่ะ
รอยแดงกับรอยดำหลังสิวไม่ใช่หลุมสิว
เมื่อเม็ดสิวหายไปแล้ว ถ้ายังเหลือสีแดง ชมพู น้ำตาล หรือคล้ำ แต่ผิวยังเรียบ สิ่งนั้นคือรอยค่ะ ไม่ใช่หลุม
รอยแดงกับรอยดำก็ไม่ได้เกิดจากกลไกเดียวกันเสียทีเดียว รอยแดงสัมพันธ์กับการอักเสบและหลอดเลือด ขณะที่รอยดำเกิดจากเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นหลังการอักเสบ
ดังนั้นการดูแลรอยจึงต้องมีทั้งเรื่องลดการเกิดสิวใหม่ กันแดด และเลือกงานผิวให้ตรงกับชนิดรอยค่ะ
ส่วน Hestina ในช่วงนี้อาจมีบทบาทในคนที่อยากดูแลภาพรวมของผิว ความชุ่มชื้น และสภาพผิวที่ผ่านสิวมาหนัก แต่ไม่ควรตีความว่า Hestina จะทำหน้าที่แทนทุกวิธีสำหรับรอยแดงหรือรอยดำโดยตรงค่ะ
สิวแทบไม่ขึ้นแล้ว ทำไมยังรู้สึกว่าหน้าเป็นสิวเยอะ
เคสนี้พบเยอะค่ะ บางคนมาปรึกษาแล้วเม็ดสิวอักเสบใหม่แทบไม่มี แต่หน้าดูเหมือนยังเป็นสิวเต็มไปหมด เพราะมีทั้งรอยแดง รอยดำ รูขุมขน และหลุมกระจายอยู่
ช่วงนี้แผนควรเริ่มเปลี่ยนค่ะ
จากเดิมที่เน้น หยุดเม็ดใหม่ ค่อย ๆ ขยับไปเป็น ฟื้นสภาพผิว เก็บรอย และดูโครงสร้างของหลุม
คนที่อยู่ช่วงรอยกับคุณภาพผิวอาจเหมาะกับงาน Skin Booster อย่าง Hestina หรืองานฟื้นฟูผิวอื่นตามปัญหา ส่วนคนที่มีหลุมจริงต้องแยกต่อว่าหลุมเป็นแบบไหน เพราะถ้าเป็นโครงสร้างที่ยุบลงแล้ว Skin Booster อย่างเดียวไม่สามารถแทนงานแก้หลุมได้ค่ะ
หลุมสิวคืออะไร ทำไมฉีดงานผิวอย่างเดียวถึงไม่เหมือนการแก้หลุม
หลุมสิวเกิดขึ้นเมื่อการอักเสบกระทบโครงสร้างของผิวและคอลลาเจนจนซ่อมกลับมาไม่เท่าระดับเดิมค่ะ
ตรงนี้ต่างจากความแห้ง ความหมอง หรือรอยสีอย่างชัดเจน เพราะปัญหาหลักอยู่ที่ รูปทรงของผิว
Skin Booster สามารถมีบทบาทกับคุณภาพผิว ความชุ่มชื้น และพื้นผิวโดยรวมได้ แต่ถ้ามีหลุมลึกหรือมีพังผืดดึงผิวลงอยู่ข้างใต้ การเติมความชุ่มชื้นอย่างเดียวไม่ได้ตัดพังผืดนั้นออกค่ะ
จึงต้องดูว่า หลุมตรงหน้ากำลังต้องการ ฟื้นผิว หรือแก้โครงสร้างก่อน
หลุมสิวไม่ได้มีแบบเดียว
หลุมสิวชนิดยุบหรือ atrophic acne scar มักแบ่งเป็น Rolling, Boxcar และ Ice-pick ซึ่งลักษณะและวิธีดูแลต่างกันค่ะ
Rolling scar มักเป็นหลุมกว้าง ขอบลาด ทำให้ผิวดูเป็นคลื่น และบางจุดมีพังผืดใต้ผิวดึงรั้ง
Boxcar scar เป็นแอ่งที่เห็นขอบชัดขึ้นและมีได้หลายระดับความลึก
Ice-pick scar จะเป็นรูค่อนข้างเล็กแต่ลึก
คนหนึ่งมักมีหลายแบบพร้อมกันค่ะ จึงไม่ค่อยมีโปรแกรมเดียวที่เหมาะกับทุกหลุมบนหน้า
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหมอปาล์มมี่ต้องดูจากผิวจริงก่อน ไม่ใช่เห็นคำว่า “หลุมสิว” แล้วเลือกโปรแกรมเดียวทำทั่วหน้าค่ะ
Subcision เหมาะกับหลุมที่มีพังผืดดึง
ถ้าหลุมมีพังผืดด้านล่างดึงไว้ โดยเฉพาะ rolling scar บางลักษณะ Subcision เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ปล่อยพังผืดดังกล่าวค่ะ
หลักการคือเข้าไปลดแรงที่กำลังรั้งพื้นผิวลง เมื่อแรงดึงลดลง ผิวจึงมีโอกาสยกตัวและซ่อมแซมได้ดีขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าหลุมทุกจุดต้องทำ Subcision เพราะถ้าหลุมนั้นไม่ได้มีพังผืดดึง การทำวิธีนี้ก็ไม่ได้แก้ต้นเหตุโดยตรง
ตรงนี้ต้องใช้สายตาและการคลำผิวค่ะ ไม่ใช่เลือกจากรูปโปรโมชั่นอย่างเดียว
งานฟื้นฟูผิวและกระตุ้นคอลลาเจนมีบทบาทหลังสิวอย่างไร
เมื่อสิวใหม่คงที่แล้ว และโครงสร้างหลักที่ต้องแก้ได้รับการจัดการ งานฟื้นฟูผิวจะมีพื้นที่มากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะคนที่มี ผิวสัมผัสไม่เรียบ หลุมตื้น รูขุมขน หรือคุณภาพผิวโดยรวมยังไม่ดี
ที่คลินิกมีทั้ง Hestina สำหรับกลุ่มงานผิวเป็นสิวและการฟื้นสภาพผิว รวมถึงงานกระตุ้นคอลลาเจนอื่นอย่าง Juvelook และ BioCollagen ซึ่งหน้าที่แต่ละตัวไม่เหมือนกันค่ะ
คนที่มีหลุมไม่ควรมองว่าต้องฉีดตัวที่แพงที่สุด แต่ควรดูว่า ตอนนี้สิ่งที่ยังทำให้ผิวไม่เรียบคืออะไร
ถ้าเป็นพังผืดก็แก้พังผืด ถ้าเป็นหลุมเฉพาะชนิดก็เลือกวิธีตามหลุม ถ้าเหลือคุณภาพผิวกับหลุมตื้น งานฟื้นฟูหรือกระตุ้นคอลลาเจนจึงเข้ามาช่วยต่อค่ะ
การรักษาหลุมสิวจึงมักเป็นเรื่องของการเลือกหลายเครื่องมือให้ตรงกับชนิดหลุม มากกว่าหวังว่าตัวเดียวจะทำให้หลุมทุกแบบหายเหมือนกันค่ะ
ถ้ามีงบจำกัด ควรเอางบไปลงตรงไหนก่อน
ถ้ายังมีสิวอักเสบใหม่ขึ้นต่อเนื่อง เอางบไปหยุดสิวใหม่ก่อนค่ะ
เพราะสิวใหม่คือสิ่งที่ยังสร้างรอยและหลุมเพิ่มอยู่ทุกวัน
ในบางคนอาจเริ่มจากยาและสกินแคร์ บางคนมีสิวอุดตันเยอะจึงเพิ่มทรีตเมนต์กับการกดสิว บางคนมีทั้งสิวและผิวอ่อนแอ อยากดูแลงานผิวร่วมด้วย จึงสามารถคุยกับหมอเรื่อง Hestina ได้
เมื่อสิวสงบแล้วค่อยประเมินใหม่ว่า สิ่งที่เห็นเหลือเป็นรอยหรือหลุมจริงแค่ไหน
การทำแบบนี้ช่วยให้งบไม่ถูกแบ่งไปหลายโปรแกรมพร้อมกันจนสุดท้ายไม่รู้ว่าอะไรช่วยเรื่องอะไรค่ะ
หมอปาล์มมี่แยกปัญหาสิวก่อนวางแผนอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแล้วรู้ก่อนค่ะว่าเป็นสิวชนิดไหน ต้องฉีด Hestina กี่ cc หรือต้อง Subcision หรือไม่
สิ่งที่ควรรู้คือ ช่วงนี้สิวขึ้นใหม่บ่อยแค่ไหน เม็ดแบบไหนรบกวนที่สุด ผิวแพ้ง่ายหรือไม่ เคยใช้ยาอะไรมา และตอนนี้สิ่งที่อยากแก้มากที่สุดคืออะไร
จากนั้นหมอปาล์มมี่จะช่วยแยกต่อว่า ตอนนี้ยังมีสิวอุดตันมากไหม สิวอักเสบยังเกิดใหม่หรือไม่ สิ่งที่เห็นเต็มหน้าเป็นเม็ดสิวหรือจริง ๆ เป็นรอย ผิวกำลังแห้งและอ่อนแอร่วมด้วยไหม และพื้นผิวที่ไม่เรียบเป็นหลุมชนิดไหน
พอแยกตรงนี้ออก การเลือกโปรแกรมจะง่ายขึ้นเยอะค่ะ
บางคนอาจเหมาะกับ Hestina + การดูแลสิวต่อเนื่อง
บางคนไม่จำเป็นต้องฉีดอะไรเลย แค่จัดยาและทรีตเมนต์ให้ถูกก็พอ
บางคนสิวแทบไม่มีแล้ว แต่สิ่งที่กังวลจริงคือหลุม แบบนั้นก็ไม่ควรเสียเวลาใช้แผนรักษาสิวแบบเดิมต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
โปรแกรมสิวของหมอปาล์มมี่คลินิกมีอะไรบ้าง
ที่คลินิกสามารถดูแลได้ตั้งแต่ช่วงสิวยังเกิด ไปจนถึงหลังสิวสงบค่ะ
ช่วงสิวอุดตันและสิวอักเสบ อาจมีการปรับยาทาและสกินแคร์ การกดหัวสิวที่เหมาะ ทรีตเมนต์สิว 10 ขั้นตอน และในคนที่เหมาะสามารถวางโปรแกรม Hestina Skin Booster เพื่อดูแลสภาพผิวร่วมด้วย
ราคาทรีตเมนต์สิวคือ 999 บาทต่อครั้ง / 3 ครั้ง 2,900 บาท / 6 ครั้ง 5,600 บาท
ส่วน Hestina คือ 3 cc 3,100 บาท / 6 cc 5,900 บาท
เมื่อสิวใหม่เริ่มคงที่แล้ว จึงค่อยเข้าสู่ช่วงเก็บรอย ฟื้นสภาพผิว และวิเคราะห์หลุม โดยอาจมีทั้งงาน Skin Booster งานกระตุ้นคอลลาเจน หรือ Subcision ตามชนิดหลุมค่ะ
จึงไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างพร้อมกัน แต่เลือกตามช่วงของผิวว่า วันนี้เรากำลังรักษาสิว หรือกำลังเก็บสิ่งที่สิวทิ้งไว้ค่ะ
การรักษาสิวที่ดีไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
เวลามีทั้งสิว รอย และหลุมเต็มหน้า เป็นธรรมดามากที่จะรู้สึกว่าอยากทำทุกอย่างให้จบเร็วที่สุดค่ะ
แต่ผิวไม่จำเป็นต้องได้รับหลายโปรแกรมพร้อมกันถึงจะดีขึ้น
ช่วงหนึ่งสิ่งที่ดีที่สุดอาจเป็นเพียง หยุดสิวอักเสบใหม่
พอสิวเริ่มสงบ จึงเพิ่มเรื่องฟื้นสภาพผิวและรอย
และเมื่อผิวพร้อมจริง ๆ จึงค่อยวิเคราะห์หลุมทีละชนิดแล้วเลือกวิธีที่ตรงค่ะ
ข้อดีของการวางแผนแบบนี้คือทุกบาทที่ใช้มีหน้าที่ของมัน และเรามองออกจริง ๆ ว่าสิ่งไหนกำลังช่วยผิวตรงไหน
สรุป สิว รอยสิว และหลุมสิว ควรเริ่มดูแลตรงไหน
จำง่ายที่สุดแบบนี้ค่ะ
ถ้ายังมีเม็ดใหม่ → คุมสิวก่อน
ถ้าเม็ดหายแล้วแต่เหลือสี → ดูแลรอย
ถ้าระดับผิวยุบลง → วิเคราะห์หลุม
สำหรับคนที่อยู่ในช่วงสิวและมีปัญหาเรื่อง ผิวอ่อนแอ แห้ง ขาดน้ำ มีรอย หรืออยากดูแลคุณภาพผิวร่วมกัน ที่หมอปาล์มมี่คลินิกมี Hestina Skin Booster เป็นหนึ่งในทางเลือก โดยผลิตภัณฑ์มี Nano Capsule Peptide Complex, Sodium Hyaluronate และ Niacinamide เป็นส่วนประกอบเด่น และถูกวางมาเพื่อกลุ่มผิวเป็นสิว ผิวแพ้ง่าย และงานฟื้นสภาพผิวค่ะ
ราคา Hestina อยู่ที่ 3 cc 3,100 บาท และ 6 cc 5,900 บาท
และถ้ามีสิวอุดตันที่ต้องดูแลร่วมกัน ยังมี ทรีตเมนต์สิว 10 ขั้นตอน 1 ชั่วโมง ราคา 999 บาท รวมการทำความสะอาด กดสิวเฉพาะหัวที่เหมาะ AHA, cooling, LED แสงสีฟ้า และ Clay Mask ตามโปรแกรมค่ะ
แต่ถ้าสิวสงบแล้วและสิ่งที่เหลือเป็นหลุมจริง การรักษาก็ต้องเปลี่ยนบทบาทไปดูโครงสร้าง เช่น Rolling, Boxcar หรือ Ice-pick และประเมินว่ามีพังผืดที่เหมาะกับ Subcision หรือควรใช้งานฟื้นฟูและกระตุ้นคอลลาเจนในขั้นตอนไหนค่ะ
ที่ หมอปาล์มมี่คลินิกเวชกรรม ลำพูน หมอปาล์มมี่จะเป็นผู้ตรวจและวางแผนเองตั้งแต่สิวใหม่ รอย ไปจนถึงหลุม เป้าหมายไม่ใช่ให้ลูกค้าทำโปรแกรมเยอะที่สุด แต่คือ หยุดสิ่งที่กำลังสร้างปัญหาใหม่ก่อน แล้วค่อยฟื้นผิวและเก็บสิ่งที่สิวทิ้งไว้ทีละส่วนค่ะ
ผลลัพธ์ ระยะเวลา และความเหมาะสมของ Hestina Skin Booster ทรีตเมนต์ และหัตถการสำหรับหลุมสิวแตกต่างกันตามชนิดสิว สภาพผิว รูปแบบของหลุม และการตอบสนองของแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินก่อนวางแผนค่ะ
สอบถามหรือประเมินก่อนรับบริการ
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรเข้ารับการประเมินก่อนตัดสินใจรับบริการ